บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

มีลุ้น กนง. ลดดบ.รอบ 2

มีลุ้น กนง. ลดดบ.รอบ 2

     ช่วงนี้คงไม่มีข่าวอะไรร้อนแรงไปกว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับ จีน ที่อยู่ๆก็ปะทุกันขึ้นมาอีกรอบ แถมรอบนี้ดูจะรุนแรงกว่าเดิม 

    เพราะงานนี้จีนเริ่มเอาคืนบ้างแล้ว ขนาดโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แรกๆ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พร้อมจะตอบโต้ แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนใจทวิตเตอร์บอกว่าจีนต่อสายตรงจะขอเจรจาใหม่ จนรัฐบาลแดนมังกรออกมาตอกกลับหน้าหงายว่าไม่เคยโทรฯ แต่อย่างใด งานนี้ทรัมป์ ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว และความจริงก็เปิดเผยออกมาในที่สุดว่าท่านผู้นำสหรัฐฯ น่าจะทวิตเรียกแขกมากกว่า จนทำให้กูรูด้านตลาดเงิน ตลาดทุน ในตลาดต่างประเทศหลายต่อหลายแห่งถึงกับออกมาเตือนนักลงทุนว่า อย่าลงทุนตามอาการเลือดจะไปลมจะมาของทรัมป์ดีกว่า แต่เน้นให้ทำใจและยอมรับความจริงกับภาวะเศรษฐกิจ การลงทุน จริงๆในปีนี้ว่าอย่างไรก็คงจะไม่ดีขึ้นไปกว่านี้ อีกทั้งยังมีแนวโน้มสูงด้วยซ้ำไปว่า เศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จะถดถอยลงไปเรื่อยๆ 
     เช่นเดียวกับเศรษฐกิจบ้านเรา ที่ทิศทางยังชะลอตัว ซึ่งจากตัวเลขจีดีพี ส่งออก ที่ดูยังไงก็ไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นตัว ขณะที่เงินเฟ้อก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลจะเพิ่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งด้านการกระตุ้นบริโภคภายในผ่านการใช้จ่ายของประชาชน ทั้งอัดเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แจกเงินกระตุ้นท่องเที่ยว และล่าสุดใช้งบประมาณเพื่อช่วยประกันรายได้เกษตรกร ทั้งชาวนา ชาวสวนปาล์ม และอีกหลากหลายมาตรการในเร็วๆ นี้ แต่เท่าที่ดูแล้วก็เชื่อว่า ทั้งหมด ทั้งปวงนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้ตามเป้าหมายก็เป็นได้ เมื่อเราพิจารณาจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ไม่สดใสเอาเสียเลย   

     เพราะฉะนั้นเห็นแบบนี้แล้ว รัฐบาลคงต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทุกรูปแบบ ทุกทางที่จะทำได้ โดยนอกจากจะใช่นโยบายการคลังอัดงบประมาณเข้าไปกระตุ้นแล้ว คงจะต้องใช้นโยบายการเงินด้วยอีกทาง ซึ่งนั่นก็คงหนีไม่พ้นลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากภาวะโดยรวมทั้งหมดตอนนี้ เอื้อที่จะให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. สามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีกเป็นครั้งที่ 2 หรือไม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง ซึ่งหาก ธปท. ลดดอกเบี้ยลงอีกครั้ง นั่นเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ทิศทางขาลงอย่างแท้จริง
    ส่วนโอกาสจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น  บทวิเคราะห์ บล. เอเซียพลัส ระบุว่า  สงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่จะยังยืดเยื้อ โดยวันที่ 1 ก.ย. ที่ทั้ง 2 ประเทศมีกำหนดจะขึ้นภาษีนำเข้ารอบที่ 4 ต่อกัน  สร้างความกังวลต่อตลาด ทำให้นักลงทุนยังคงย้ายเงินลงทุนเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย กดดันผลตอบแทนตราสารหนี้ลดลงต่อเนื่อง  โดยเฉพาะในสหรัฐ และทำให้เกิดภาวะ Inverted Yield Curve ระหว่างวันหลายครั้ง  โดยล่าสุดอัตราผลตอบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ Bond Yield 2 ปี ที่ระดับ 1.516% สูงกว่า Bond Yield 10 ปี ที่ลดลงต่อเนื่องอยู่ที่  1.468% ทำให้ตีความได้ว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)วันที่  17-18 ก.ย.2562  เชื่อมั่นได้ 100% ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% จากดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% และสอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ยังคงอยู่ในแนวโน้มชะลอตัว ทำให้เห็นทิศทางผลตอบแทนพันฐบัตรรัฐบาลของไทย ปรับลดลงต่อเนื่องคล้ายๆกับสหรัฐ แม้จะยังไม่เกิดภาวะ Inverted Yield Curve แต่ Bond Yield 10 ปีของไทยอยู่ที่ระดับ 1.464% ใกล้เคียงกับ Bond Yield 2 ปีของไทยที่ระดับ 1.421% หรือเรียกว่า Flat Yield Curve และมีแนวโน้มที่อนาคตอาจจะเกิด  Inverted Yield Curveได้ 
     ดังนั้นโดยรวมทำให้  ASP ยิ่งเชื่อว่าจะทำให้มีโอกาสที่   กนง. ปรับลดดอกเบี้ยลงอีกเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ราว 0.25% อยู่ที่ 1.25% (ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์)  จากดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%  ในการประชุมที่เหลืออีก 3 รอบในปีนี้ คือ รอบ  25 ก.ย.  6 พ.ย. และ 18 ธ.ค.  เพราะยังมีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อราว 0.6% จึงทำให้ ธปท. ยังสามารถลดดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก ภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงเป็นวงกว้าง ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2562 มีโอกาสปรับลดลงเช่นกัน แม้การลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ของบริษัทลดลง ช่วยให้เงินบาทชะลอการแข็งค่าช่วงสั้น รวมไปถึงช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค (เช่น ดอกเบี้ยจ่ายสำหรับการผ่อนชำระที่อยู่อาศัยน้อยลง) 

     ส่วนดอกเบี้ยจะลดหรือไม่ อย่างไร จะลดในการประชุมเดือนก.ย. นี้ หรือในเดือนต่อไปก็ต้องถามใจ กนง.ดู 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh