บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ยัง 7% อีกหลายปี

ยัง 7% อีกหลายปี

                      กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันไปเลยทีเดียวสำหรับประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลจะคง VAT ไปอีก 1 ปี ในอัตรา 7% แล้วจะปรับเพิ่มเป็น 9% ในปี 2561 หลังจากเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) พ.ศ. 2560 ประกาศเรื่องการปรับปรุงการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% และเพิ่มเป็น 9% ในปีหน้า เล่นเอาตกอกตกใจกันไปหมด ทั้งที่จริงๆแล้ว การราชกฤษฎีกาเรื่องภาษี VAT นั้น ทางรัฐบาลเขาทำกันทุกปี  หลังจากขยายเวลาคงอัตราเดิมที่ 7%  

                      ร้อนถึงอธิบดีกรมสรรพากร นายประสงค์ พูนธเนศ ต้องออกมาชี้แจงยืนยันว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง จะไม่ลด VATแล้วปรับขึ้นในปีหน้า ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดยระบุชัดเจนว่า ในประกาศราชกิจจานุเบกษานั้นเป็นภาษากฎหมาย เพราะฉะนั้นคนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจดี ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และทุกครั้งก็มักจะเข้าใจผิดกันทุกๆปี ซึ่งจะว่าไปแล้วเรื่องนี้ไม่น่าจะหยิบมาเป็นประเด็นเล่นด้วยซ้ำ หากมีความเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเมื่อใดที่ ครม.ประกาศขยายเวลาใช้ VAT ต่อไปอีก 1 ปี ขั้นตอนจากนี้ก็จะต้องลงประกาศในราชกิจจาตามขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้นเอง 
                      ส่วนตัวเลขที่มักจะไปตีความ และเข้าใจผิดนั้น จริงๆ แล้วก็คือ อัตราภาษี 6.3% ยังไม่ได้รวมกับภาษีท้องถิ่นอีก 0.7% เลยทำให้คิดว่าลดภาษี ส่วนอีกประเด็นเรื่อง เก็บภาษีเพิ่มเป็น 9% ในปีต่อไปนั้น ก็เป็นเพราะว่าการเริ่มประกาศใช้ VATตั้งแต่ปี 2535 เคยกำหนดระดับสูงสุดไว้ที่ 10%  ตามประมวลรัษฎากรเมื่อปี 2534 ที่กำหนดให้เพดานการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 10% ซึ่งหมายถึงภาษีที่เก็บเข้าสรรพากรจะเท่ากับ 9% บวกกับอีก 1% จากท้องถิ่นจึงเป็น 10% แต่รัฐบาลเลือกเก็บในอัตราเพียง 7% เพื่อจูงใจให้เอกชนเข้าสู่ระบบภาษี   

                       " การที่มีการระบุว่า ในปี 2561 จะเก็บภาษี ร้อยละ 9 เป็นเทคนิคในการเขียนกฎหมาย ซึ่งทุกรัฐบาลตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ต่างมีการเขียนไว้แบบนี้ และเมื่อถึงเวลาจริง ๆ เชื่อว่าจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้คงอยู่ที่ร้อยละ 6.3 ซึ่งเมื่อไปบวกกับภาษีท้องถิ่นก็จะเป็นร้อยละ 7 เหมือนเดิม" อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวชัดเจนมาก  

                       ซึ่งอัตราเดิม 10% นั้น ที่เป็นอัตราสูงสุดนั้น ประเทศไทยเคยใช้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง  ที่จำต้องขึ้นจาก 7% เป็น 10% เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2540 เพื่อเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐ ตามคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ที่เราไปไปกู้เงินเขามา พอมาวันที่ 1 เม.ย. 2542 เมื่อรัฐบาลเห็นว่าภาวะวิกฤตเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติจึงปรับ VAT จาก 10% เหลือ 7% และจากนั้นเราก็มีมติให้คง VAT เรื่อยมา  โดยจะอายุไปเรื่อย ๆ ซึ่งในปีนี้ก็เช่นกัน  
                       ดังนั้นเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว อธิบายกันชัดๆ ก็น่าจะทำให้ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้จบลงได้ และปีหน้าหากรัฐบาลต่ออายุใช้ VAT อีก 1 ปี และมีราชกิจจานุเบกษา เรื่องเดิมออกมาอีกก็จะได้ไม่ตกใจกันไป เพราะรับประกันได้เลยว่ารัฐบาลยังยืนอัตราภาษี VAT ไว้ที่ 7% ต่อไปเรื่อยๆ   

                       ประเทศไทยใช้ VAT แทนภาษีการค้ามาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2535  จากเดิมที่อัตราภาษีการค้ามีถึง 21 อัตราโดยมีช่วงอัตราตั้งแต่ 0.5% ถึง 50% แล้วแต่ประเภทกิจการ ซึ่งทำให้เกิดการบิดเบือนโครงสร้างการผลิตในประเทศ และเกิดความซ้ำซ้อนของระบบภาษีการค้า ทำให้โครงสร้างอัตราภาษีไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตแล้ว จึงทำให้กะทรวงการคลังยกเลิกภาษีการค้า และนำภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่มีอัตราเดียวที่ใช้กับสินค้าและบริการทุกชนิด ส่วนสินค้าใดที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่จะเก็บสูงกว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมจากภาษีมูลค่าเพิ่ม
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh