บทความแนะนำ

EGCO Group เปิดภารกิจ 3 หมื่นลบ.กับเป้าหมายผลิตไฟฟ้าปี 66 อีก 1,000 MW

EGCO Group เปิดภารกิจ 3 หมื่นลบ.กับเป้าหมายผลิตไฟฟ้าปี 66 อีก 1,000 MW

 

ถือเป็นบริษัทจดทะเบียน ที่ประกาศแผนธุรกิจในปี 2566 ออกมาก่อนใคร สำหรับ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) หนึ่งในบริษัทผลิตไฟฟ้าอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย โดยภารกิจสำคัญของ EGCO ในปีหน้านี้

 

คือการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าอีกประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ (MW) ภายใต้งบลงทุนที่ตั้งไว้ที่ 30,000 ล้านบาท ในรูปแบบแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Cleaner, Smarter and Stronger to Drive Sustainable Growth” โดยมุ่งขยายธุรกิจไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน ในพื้นที่ที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา EGCO ประกาศเข้าซื้อโครงการที่สหรัฐฯ โครงการที่ 3 คือ การถือหุ้น 49% ใน RISEC โรงไฟฟ้าความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงขนาด 609 MW (298 MWe) ซึ่งมีศักยภาพในการลงทุนเพิ่มกำลังผลิต ด้วยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Battery Energy Storage System) รวมถึงการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมในการผลิตไฟฟ้า ในขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรที่ร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ รวมถึงโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคต

 

* 2 โครงการ พร้อม COD แน่นอนแล้ว 215 MW

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) เปิดเผยว่า งบลงทุนในปีหน้าที่ตั้งไว้ประมาณ 30,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ตั้งมาต่อเนื่องไปจนถึงปี 68 เพื่อใช้สำหรับการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าตามแผนงานและโครงการที่อยู่ระหว่างปิดดีลซื้อกิจการ (M&A)

 

โดยปัจจุบัน EGCO มีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ใน Pipeline และจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปีหน้าแล้วจำนวน 2 โครงการ ขนาดกำลังผลิตรวม 215 MW ได้แก่

 

1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม "หยุนหลิน” (YUNLIN) ในไต้หวัน ขนาดกำลังผลิต 48 MW

2. โครงการใน บริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง แอลแอลซี (APEX) อีกประมาณ 167 MW

 

ขณะที่ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 785 MW คาดว่าจะนำมาจากโครงการที่บริษัททำดีล M&A และโครงการที่เริ่มก่อสร้างใหม่ (Green field) รวมถึงบริษัทมีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานรวมไม่ต่ำกว่า 1,000 MW

 

* จับตา "กรีนไฮโดนเจน" ขยายกลุ่มพลังงานสะอาด

ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าจำนวน 34 แห่ง ซึ่งมีกำลังผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 6,377 MW โดยเป็นพลังงานก๊าซธรรมชาติประมาณ 3,597 MW หรือคิดเป็น 57% ของกำลังผลิตทั้งหมด,พลังงานหมุนเวียน 1,424 MW หรือคิดเป็น 22% และพลังงานจากถ่านหิน 1,356 MW หรือคิดเป็น 21% รวมถึงมีการลงทุนใน 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ,อินโดนีเซีย,ออสเตรเลีย,สปป.ลาว,ไต้หวัน,เกาหลีใต้,ฟิลิปปินส์ และไทย

 

ขณะที่การลงทุนในประเทศ บริษัทมีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าโซลาร์ และโรงไฟฟ้าโซลาร์ผสมระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งวางเป้าหมายกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ1,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการที่บริษัทลงทุนเอง และโครงการที่ร่วมกับพันธมิตร เบื้องต้นได้เตรียมความพร้อมของที่ดินไว้แล้ว

 

นอกจากนี้ บริษัทยังจะพัฒนาพลังงานสะอาดใหม่ ๆ ได้แก่ การลงทุนในโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงที่โรงไฟฟ้า “คลองหลวง” จ.ปทุมธานี กำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ ที่จะเป็นต้นแบบโรงไฟฟ้ากรีนไฮโดนเจน คาดว่าจะสามารถตัดสินใจลงทุนได้ในปีหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม และความต้องการจากลูกค้าอุตสาหกรรม รวมถึงยังมองโอกาสขยายความร่วมมือธุรกิจต้นน้ำด้วย ทั้งผ่านความร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียที่บริษัทมี MOU อยู่แล้ว และจากความร่วมมือภายใต้ MOU ร่วมของ กฟผ.ในอนาคตด้วย

 

* ปี 65 สดใสกว่าปีก่อน

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 46,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรจากการดำเนินงาน 10,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,290 ล้านบาทหรือคิดเป็น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากโรงไฟฟ้า “พาจูอีเอส” มีรายได้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ในขณะที่โรงไฟฟ้า “ขนอม” โรงไฟฟ้า “ไซยะบุรี” และโรงไฟฟ้า “แก่งคอย 2” มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับโรงไฟฟ้า “น้ำเทิน 1” เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2565

 

ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO ยังมั่นใจว่า แนวโน้มปี 2565 บริษัทคาดว่าจะเติบโตดีกว่าปีก่อนแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายทำให้หลายประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น แม้ต้นทุนราคาเชื้อเพลิงจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่เนื่องจากบริษัทมีสัญญาขายไฟที่สามารถส่งผ่าน (pass through) ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าได้ ประกอบกับโรงไฟฟ้าของบริษัทยังสามารถเดินเครื่องได้ดี รวมถึงมีการรับรู้รายได้มากขึ้นจากธุรกิจเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ ใน สปป.ลาว ที่เพิ่งเปิดดำเนินการ

 

สำหรับเป้าหมายการเพิ่มกำลังผลิตใหม่ปีนี้ ปัจจุบันมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น 543 MW จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1,000 MW เนื่องจากมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงมาก อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามปิดดีลให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในส่วนงบลงทุนในปีนี้ใช้ไปแล้ว 10,829 ล้านบาท

 

* กูรูประสานเสียง ผลงานสดใสข้ามปี

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจปีหน้า EGCO มุ่งเน้นใน 4 ด้านหลักคือ 1) ขยายธุรกิจต่างประเทศผ่าน M&A ในโครงการ Conventional และขยายผ่าน APEX (โครงการ Renewable ในสหรัฐฯ) 2) เข้าร่วมการคัดเลือกโครงการ Renewable ของภาครัฐในไทยสูงถึง 1,000 MW (จากที่เปิดรับ 5,200 MW) 3) ขยายธุรกิจ Fuel cell ผ่านความร่วมมือกับ Bloomenergy และ 4) ศึกษาโอกาสลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะโครงการ Carbon Capture

 

ส่วนอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่น่าสนใจ คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงไตรมาส 4/2565 จะทำให้ EGCO มีกำไรจาก FX ในไตรมาสนี้ทันที หลังจากในไตรมาส 3/2565 ที่ผ่านมา ถูกกดดันจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าไปพอสมควร ในแง่ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองว่า EGCO เป็นหุ้นที่ Valuation ที่ถูกและอัตราเงินปันผลที่น่าสนใจ เพราะต่ำกว่า BV มาก การมองหาโครงการใหม่ ๆ ต่อเนื่องน่าจะช่วยรักษาระดับกำไรและระดับการจ่ายเงินปันผลไว้ได้ โดยประเมินราคาเป้าหมายในปีหน้าที่ 234 บาท/หุ้น

 

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ก็มีมุมมองต่อ EGCO ในเชิงบวกเช่นกัน โดยได้ปรับกำไรปกติ ปี 2565 -2566 ขึ้น 15% และ 5% มาที่ 14,461 ลบ.และ 12,554 ลบ. ตามลำดับ สะท้อนการปรับเพิ่มกำไรโรงไฟฟ้า XPCL, SEG และ QPL ที่การผลิตไฟฟ้าทำได้ดีกว่าคาด

 

และที่สำคัญ คาดว่าไตรมาส 4/2565 ประเมินว่า EGCO จะกลับมามีกำไรสุทธิ จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนก้อนใหญ่ที่เข้ามาหนุน จากอานิสงส์ของค่าเงินบาทแข็งค่าราว 2-3บาท/ดอลลาร์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้า SBPL (ไม่มีปิดซ่อม) และโรงไฟฟ้า Paju ที่อัตรากำไรเพิ่มขึ้นจากการมีต้นทุน LNG บางส่วนที่ราคาต่ำ

 

ส่วนการเข้าลงทุนในโครงการ RISEC ของ EGCO มีมุมองบวกเช่นกัน เพราะเชื่อว่าจะสร้างการเติบโตของกำไรได้ทันทีหลังรายการสำเร็จ โดย equity MW ราว 298 MW หรือ +4.5% จาก equity MW ในมือ และลักษณะสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับ PPA ของ IPP ในประเทศไทย ซึ่งเท่ากับมีความมั่นคงของกำไร โดยประเมินราคาเป้าหมายของ EGCO ในปี 2566 ที่ 260 บาท/หุ้น

 

สรุป

ปี 2566 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เห็น EGCO เดินหน้าลงทุนอย่างหนัก ตามแผนที่ได้วางงบลงทุนไว้ถึง 30,000 ล้านบาท และที่สำคัญ จะเห็นได้ชัดเลยว่า เป้าหมายหลักของ EGCO จะไปอยู่ทางฝั่งสหรัฐฯ เป็นสำคัญ หลังจากในปีนี้เข้าลงทุนโครงการ RISEC ซึ่งเป็นโครงการในสหรัฐฯ แห่งที่ 3 ของ EGCO ขณะเดียวกัน ก็ยังเดินหน้าลงทุนในพลังงานใหม่ ๆ ควบคู่ไปด้วยโดยเฉพาะ "กรีนไฮโดนเจน" เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคตของบริษัทนั่นเอง







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh