บทความแนะนำ

แบตลิเทียม - ยานยนต์ไฟฟ้า คู่หูแห่งอนาคตของ EA

แบตลิเทียม - ยานยนต์ไฟฟ้า คู่หูแห่งอนาคตของ EA

 

     บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ได้ประกาศความคืบหน้าโครงการลงทุนในอนาคตที่สำคัญออกมา โดยโครงการที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมใหม่ หรือที่เรียกกันว่า New S-Curve ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ ออกมาเป็นกลุ่มพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถส่วนตัว - รถบัสโดยสาร เรือโดยสาร รวมถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

     โดยกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า ถือว่าหลายคนเริ่มคุ้นเคยกับกลุ่มธุรกิจนี้ดีอยู่แล้ว เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมายานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ยังค่อนข้างเป็นเรื่องที่ไกลตัว เนื่องจากยังไม่เคยมีนวัตกรรมประเภทนี้ในประเทศไทยมาก่อน ซึ่ง EA ถือเป็นผู้ประกอบการเจ้าแรกของไทยที่เปิดมิติใหม่แห่งวงการพลังงานเพื่ออนาคต

     ทาง สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย จะมาขยายความให้ได้รู้ว่า นวัตกรรมของระบบกักเก็บพลังงาน หรือ ESS นั้นมีประโยชน์ต่อภาคพลังงานของไทย และสามารถต่อยอดไปออกไปได้อีกมากมายแค่ไหน

 

มารู้จักระบบกักเก็บพลังงานให้มากขึ้น

     ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) นับว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต เนื่องจากแม้ว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนกลับมีข้อจำกัดจากความผันผวนตามธรรมชาติ หรือแม้แต่อุปสรรคจากการคัดค้านของชุมชนในการตั้งโรงไฟฟ้าโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน

     ดังนั้นการเข้ามาของ ESS จะช่วยอุดรูโหว่ของปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไฟฟ้า - การกักเก็บพลังงาน จนถึงขั้นตอนการนำไปใช้ และจำหน่าย ซึ่งพอจะสรุปจุดเด่นของ ESS ออกมาได้ดังนี้

     1. โยกย้ายพลังงานได้ตามความต้องการ : เพราะการเก็บไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่จะสามารถนำไฟฟ้าออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ หากในช่วงความต้องการใช้ไฟต่ำเช่นช่วงฤดูหนาว ก็สามารถผลิตไฟเก็บสำรองไว้ และสามารถนำออกมาใช้ในช่วงที่ความต้องการสูงอย่างช่วงฤดูร้อนได้

     2.ขนาดในการก่อสร้างที่เล็กกว่าโรงไฟฟ้า : ผู้ผลิตสามารถเลือกระดับการลงทุนที่เหมาะสมกับความจำเป็น จากข้อจำกัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ความต้องการ ฯลฯ จะช่วยลดต้นทุนและลดความสิ้นเปลืองในขั้นตอนการผลิตลงได้

     3 .สามารถปล่อยและเก็บไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว : สำหรับ ESS ในบางประเภท ที่มีคุณภาพสูงจะมีความสามารถในการเก็บและปล่อยกระแสไฟฟ้าได้รวดเร็ว จึงสามารถเลือกมาใช้กับงานที่ต้องการความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าสูง และลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว

     4. สามารถเคลื่อนย้ายได้ : ในพื้นที่ห่างไกลที่โครงสร้างด้านพื้นฐานไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ESS จะสามารถตอบโจทย์ตรงจุดนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถปรับรูปแบบ - ขนาดได้หลากหลาย ทำให้เกิดการประหยัดจากขอบเขต (Economy of Scope)

มีโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ต้องมี ESS

     มีหลายคนยังกังวลว่าการมาของ ESS จะนำไปสู่การทำลายล้าง (disruption) รูปแบบการผลิตไฟฟ้าแบบเดิมๆ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าต่างๆ แต่ความจริงแล้ว กลับเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับความกังวลดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง เพราะ ESS นั้นสามารถนำมาปรับใช้ได้กับโรงไฟฟ้าทุกรูปแบบและทั้งระบบการบริโภคไฟฟ้า

     หากให้ลองนึกภาพตามแบบง่ายๆ ทุกขั้นตอนของการผลิตและใช้ไฟฟ้าจะต้องการอุปกรณ์การจัดเก็บพลังงานที่มีคุณภาพสูง ตั้งแต่ฝั่งผู้ผลิตอย่างโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง ระบบจำหน่ายไฟฟ้า

     ไม่ใช่แค่เพียงฝั่งผู้ผลิตที่ได้ประโยชน์จาก ESS ทางฝั่งผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นโรงงาน - อาคาร หรือแม้กระทั่งที่พักอาศัย รวมไปถึงยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็สามารถติดตั้ง ESS ไว้กักเก็บพลังงานได้ หรือหากผู้บริโภคมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นของตัวเอง อย่างโซลาร์เซลล์ - พลังงานลม ก็สามารถติดตั้ง ESS ควบคู่กันได้เช่นกัน

ESS - ยานยนต์ไฟฟ้า คู่หูใหม่แห่งอนาคต

     อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่า ESS สามารถต่อยอดไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้าได้หลายอย่าง ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นนวัตกรรมใหม่และเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่านวัตกรรมทั้ง 2 อย่างนี้ จะเป็นสิ่งที่ต้องเติบโตคู่กันต่อไปในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้

     ทาง EA ถือเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมดังกล่าวเป็นรายแรกๆของไทย โดยล่าสุดทาง EA ชี้แจงถึงความคืบหน้า โครงการ New S-Curve ที่กำลังทำอยู่ โดยโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน(Amita Thailand) ในระยะที่ 1 ที่มีกำลังผลิตถึง 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี การก่อสร้างโรงงานสำเร็จไปแล้วเกินกว่า 90% และจะติดตั้งเครื่องจักรจนเสร็จสมบูรณ์ในเดือน ม.ค.ปีหน้า จากนั้นจะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 3 เดือน

     ขณะที่นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าต่าง ก็มีความคืบหน้าไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น รถบัสโดยสารไฟฟ้า MINE Bus ที่จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงต้นปี 64 เป็นต้นไป

     ส่วนเรือโดยสารไฟฟ้า MINE Smart Ferry จะมีการเปิดตัวช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ หลังจากนั้นจะมีการเปิดให้ทดลองนั่งฟรี 1 เดือนและเริ่มให้บริการแบบเต็มรูปแบบ ในช่วงต้นปี 64 เป็นต้นไป

     สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากสถานการณ์ COVID-19 เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการทำให้การส่งมอบได้มีการเลื่อนออกไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ในส่วนของการพัฒนาก็ยังมีการดำเนินการเพื่อตอบรับกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมีบทบาทมากขึ้น

     สำหรับธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ วันที่ 2 พ.ย.63 ได้ติดตั้งแล้วเสร็จจำนวน 405 สถานี รวมกว่า 1,600 หัวชาร์จและอยู่ระหว่างการติดตั้ง 107 สถานี และเริ่มมีการทะยอยเปิดให้บริการสถานี DC Fast Charge ที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีการชาร์จที่เร็วที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะใช้เวลาในการชาร์จเพียง 15 นาที กระจายอยู่ทั่วประเทศ

     สิ่งที่ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า อนาคตของนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ ESS มีแนวโน้มการเติบโตในไทยอย่างมากนั่นคือการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะจากทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ได้เตรียมออกมาตรการสนับสนุนทางภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าออกมา โดยกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-11 ปี (แล้วแต่เกณฑ์ที่กำหนด ) ส่วนรถโดยสารไฟฟ้าได้เว้นภาษีฯ 3-10 ปี และกลุ่มผลิตเรือไฟฟ้าได้รับการเว้นภาษีฯ ถึง 8 ปี สำหรับด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ก็ได้มีการเสนอให้รัฐมีนโยบายสนับสนุนยกเว้นทางด้านภาษี 100,000 บาท สำหรับผู้ที่นำรถยนต์เก่าเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

     ในส่วนของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ก็ได้เปิดเผยข้อมูลออกมาแล้วว่า ระบบ ESS จะเป็นระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ที่เป็นระบบไฟฟ้าสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดความผันผวน เพิ่มความเสถียรและเพิ่มมูลค่าให้กับพลังงานหมุนเวียนได้

     นอกจากนี้ผลวิจัยพบว่า หากนำ ESS มาใช้คู่กับระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ จะช่วยชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มเติมได้ โดยจะสามารถประหยัดตลอดระยะเวลา 10 ปี จะมีมูลค่าประมาณ 8,574 บาทต่อ 1kWh ซึ่งเมื่อเทียบกับแนวโน้มต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ลิเทียมแล้ว การใช้งานในลักษณะดังกล่าวจะมีความคุ้มค่าภายในระยะเวลา 2-5 ปี

     และที่สำคัญทางกลุ่ม EA เองก็ประกาศความพร้อมไม่ใช่แค่เพียงการผลิตแบตเตอรี่สำหรับป้อนสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังพร้อมสำหรับการผลิต ESS เพื่อนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และในอนาคตก็จะมีการต่อยอดนำ ESS ใช้ในโรงไฟฟ้าชุมชน ช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้ายุคใหม่ ลดการพึ่งพาจากโรงไฟฟ้าหลัก ช่วยให้ชุมชนสามารถผลิต - บริหารไฟฟ้าใช้เอง พร้อมทั้งสามารถตั้งจุดผลิต จ่ายไฟฟ้าได้ตลอดเวลา นับได้ว่า เทคโนโลยีจากแบตเตอรี่ลิเทียมนี้ จะพลิกโฉมอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมไฟฟ้าได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

- ทีดีอาร์ไอ เสนอ “เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน” หนุนระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต

 https://tdri.or.th/2018/04/ess-battery/

- เทคโนโลยี กักเก็บพลังงาน

https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2018/03/Battery-storage-seminar.pdf

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

- บีโอไออัดมาตรการชุดใหญ่กระตุ้นลงทุน ฟื้นอีวี

https://www.boi.go.th/un/boi_event_detail?module=news&topic_id=127092







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh