บทความแนะนำ

ได้เวลากลับมาลุยหุ้นไทยเต็มตัวหรือยัง? :โดย แว่นใส

ได้เวลากลับมาลุยหุ้นไทยเต็มตัวหรือยัง? :โดย แว่นใส

 

     นอกจาก Sentiment เชิงบวกต่อว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ นายโจ ไบเดนแล้ว ที่ทำหุ้นไทยออกสตาร์ทรีบาวน์แล้ว ข่าวคืบหน้าวัคซีน COVID-19 ของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ได้ถึง 90% โดยภายหลังจากที่มีข่าว เพียง 1 วันทำการ SET INDEX ดีดตัวแรง บวกถึง 55 จุด พร้อมกับแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในวันนั้นเกือบ 1.9 หมื่นลบ. ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี

จนเกิดคำถามว่า ได้เวลากลับมาลุยหุ้นไทยเต็มตัวหรือยัง?

     เริ่มด้วยประเด็นบวกแรก กับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ แน่นอนว่าด้วยนโยบายของ โจ ไบเดน ที่เป็นมิตรต่อการค้าการลงทุนระหว่างประเทศมากกว่าโดนัล ทรัปม์ จึงส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงไทย สะท้อนได้จากแรงซื้อกลับหุ้นไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ต้นปีเทขายหุ้นไทยอย่างหนักหน่วงถึง 3 แสนลบ.

ส่วนอีกประเด็นบวกที่ทุกคนรอกันมานานกับความคืบหน้าวัคซีน COVID-19 ที่ล่าสุด บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) บริษัทยาสัญชาติอเมริกัน ออกมาประกาศว่า วัคซีน COVID-19 ของบริษัทมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ถึง 90%

แต่ท่ามกลางข่าวดีดังกล่าว Albert Bourla ที่เป็น CEO และ Chairman ของ Pfizer กลับเทขายหุ้นของตัวเองออกมาถึง 62% ของหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ สร้างความสงสัยให้กับตลาดฯ ไม่ใช่น้อย ว่ามีอะไรไม่ดีในกอไผ่รึเปล่า แต่หากมองอีกมุม ก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้บริหารจะออกมาขายทำกำไร เพราะถึงแม้วัคซีนจะมีความคืบหน้า แต่อาจยังต้องใช้เวลากว่าจะสามารถใช้งานได้จริง เนื่องจากยังพบข้อด้อยของวัคซีน ที่ต้องแช่แข็งที่ -70 องศาเซลเซียส และสามารถเก็บไว้ได้แค่ 5 วัน จึงยากต่อการขนส่งทางไกลออกจากสหรัฐฯ อีกทั้งจากข้อมูลของ Pfizer ที่ระบุว่าจะสามารถผลิตวัคซีนได้ 50 ล้านเข็มภายในสิ้นปีนี้ และอีก 1.3 พันล้านเข็ม ภายในปีหน้า ซึ่ง 1 คนต้องฉีด 2 เข็ม เท่ากับว่าจะสามารถฉีดได้เพียง 25 ล้านคนในปีนี้ และ 650 ล้านคนในปีหน้า ซึ่งไม่ครอบคลุมคนทั้งโลกที่มีอยู่กว่า 7 พันล้านคน

ดูเหมือนว่าวัคซีน COVID-19 ยังมีอุปสรรคอีกมาก แต่อย่างน้อยก็พอเห็นความคืบหน้า และเชื่อว่าวัคซีนต้องมาแน่เพื่อจบวิกฤติ COVID-19

ดังนั้น ในยามวิกฤติที่ยังไม่จบเช่นนี้ และเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ จึงเป็นโอกาสเข้าลุยหุ้นเพื่อรอวันเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในวันที่วิกฤติคลี่คลาย

 

แล้วจะลุยหุ้นกลุ่มไหนหรือตัวไหนดี?

     หุ้นใหญ่ใน SET50 คือคำตอบ เพราะตั้งต้นปีถึงต้นเดือน พ.ย. ก่อนที่จะมี 2 ข่าวดีตามที่กล่าวข้างต้น หุ้นหลายตัวใน SET50 ถูกเทขายหนัก จนติดลบเกิน 40% มากกว่า 10 บริษัท

ตัวอย่างหุ้นใน SET50 ที่ติดลบมากสุด 10 อันดับแรกก่อนมีข่าวดี

และพอมี 2 ข่าวดี ทั้งว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ กับความคืบหน้าวัคซีน COVID-19 หลายตัวก็ดีดตัวแรงรับข่าวบวกดังกล่าวอย่างชัดเจน อย่าง MINT ที่ก่อนหน้านี้ติดลบหนักสุด เพียง 3 วันทำการหลังมีข่าวดี ก็พุ่งขึ้นมาถึง 27.37% เช่นเดียวกับ TOP ที่ติดลบหนักเป็นอันดับสอง ราคาหุ้นก็พุ่งขึ้นมา 22.30%

ตัวอย่างหุ้นใน SET50 ที่ดีดตัวแรง หลังมีข่าวดี

 

ท่ามกลางวิกฤติที่เริ่มเห็นสว่างปลายอุโมงค์ เป็นอีหนึ่งจังหวะที่ดี(ที่อาจจะเป็นจังหวะท้าย ๆ)ของการกลับมาลุยหุ้นเต็มตัว โดยเฉพาะหุ้นใหญ่ที่หลายตัวราคายังถูก ยิ่งหากใช้คาดการณ์กำไรปีหน้า ที่คาดว่าจะดีกว่าปีนี้ ค่า P/E ก็ยิ่งต่ำลง

ไม่ลุยตอนนี้แล้วจะลุยตอนไหน ว่ามั้ยละครับ? ^^







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh