บทความแนะนำ

ส่องดีมานด์ถุงมือยาง กับเส้นทางเติบโตของหุ้น IPO บมจ. ศรีตรังโกลฟส์

ส่องดีมานด์ถุงมือยาง กับเส้นทางเติบโตของหุ้น IPO บมจ. ศรีตรังโกลฟส์

 

 

ส่องดีมานด์ถุงมือยาง กับเส้นทางเติบโตของหุ้น IPO ‘บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย)’

      สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ที่แพร่ระบาดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนลุกลามไปทั่วโลก กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา และคาดการณ์กันว่าแรงกระแทกต่อผลการดำเนินงานจะยิ่งเห็นภาพชัดเจนในช่วงไตรมาส 2  แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีบริษัทที่สามารถทำผลการดำเนินงานได้ดีในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา!

หนึ่งในนั้นคือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางไนไตรล์รายใหญ่ที่สุดในไทยและรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยมีบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกำลังนำ ‘STGT’ ซึ่งเป็น Flagship Company ในด้านการผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยาง ของกลุ่ม STA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่กำลังมีความต้องการจากทั่วโลก

 

Q1/63 ผลงานโดดเด่น

ปัจจุบัน STGT แบ่งผลิตภัณฑ์เป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติ โดยแบ่งเป็น ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง (Latex Powdered Glove) และถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง (Latex Powder Free Glove) และ 2. ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางไนไตรล์ (Nitrile Glove) หรือถุงมือที่ผลิตจากน้ำยางสังเคราะห์ ทั้งที่ผลิตภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ บริษัทย่อย และบริษัทในกลุ่ม STA และรับจ้างผลิตแบบ OEM โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดส่งออก

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2563 ของ STGT นับว่ามีอัตราเติบโตที่โดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายรวม 3,760.56ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.7% และมีกำไรสุทธิ 421.89 ล้านบาท เติบโต 184% ขณะที่ปี 2562 มีรายได้จากการขายรวม 11,994.15ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 8.4% และมีกำไรสุทธิ 613.91 ล้านบาท

ปัจจัยหลักของการเติบโตในไตรมาส 1/2563 คือการขยายกำลังการผลิตติดตั้งอย่างต่อเนื่องของ STGT บวกกับภายหลังเกิดการระบาดของ COVID-19 ทำให้ “ดีมานด์” การสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมากและต้องเร่งเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าเต็มกำลังการผลิต

นำมาสู่คำถามว่า ถ้ามีวัคซีนหรือยารักษา COVID-19 ที่ได้ผลดี จะทำให้ดีมานด์ถุงมือยางหดตัวและไม่เติบโตหรือไม่!

ส่องดีมานด์ย้อนหลังปี 59-62 เติบโตเฉลี่ยปีละ 12.2%

ตอบข้อสงสัยข้างต้น ถ้ามองภาพรวมปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยางย้อนหลัง 4 ปี จากการคาดการณ์ของสมาคมผู้ผลิต
ถุงมือยางแห่งมาเลเซีย (Malaysian Rubber Glove Manufacturers Association “MARGMA”) ในปี 2559 – 2562 ปรากฏว่าความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12.2% ต่อปี

 

จากปี 2559 ดีมานด์ถุงมือยางทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 212,000 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 300,000 ล้านชิ้น ในปี 2562 และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปัจจัยสำคัญที่ปริมาณการใช้ถุงมือยางทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เกิดจาก
2 เหตุผลหลักคือ

 

1. การเติบโตของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ (Healthcare Industry) เนื่องจากประชาชนในประเทศต่างๆ ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนามีการใช้จ่ายเพื่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการเกิดขึ้นของโรคต่างๆ ทั้งโรคไม่ติดต่อและโรคติดต่อร้ายแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (“SARS”) โรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ A และ COVID-19 เป็นต้น จึงทำให้ถุงมือยางซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนสำคัญในขั้นตอนต่างๆ เช่น การตรวจคัดกรองโรค ตรวจวินิจฉัย ผ่าตัด เป็นต้น มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญเป็นเครื่องมือที่ใช้เพียง ‘ครั้งเดียว’ ทำให้มีความถี่ในการใช้งานสูง

 

และ 2. กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาด้านระบบสาธารณสุขและสุขอนามัยมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น กลุ่มประเทศในทวีปเอเชียแปซิฟิก ทวีปแอฟริกา และทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น โดยกลุ่มประเทศดังกล่าวได้วางแผนพัฒนาระบบการรักษาพยายาลและการส่งเสริมการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสประชาชนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

ส่วนในด้านซัพพลาย ทั้งมาเลเซียและประเทศไทยถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก โดยไทยมีความได้เปรียบที่เป็นฐานการผลิตยางพาราที่ใหญ่ที่สุด จึงเป็นแหล่งซัพพลายวัตถุดิบน้ำยางธรรมชาติชั้นดีที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในการผลิตถุงมือยางธรรมชาติ ขณะที่มาเลเซียเน้นไปที่การผลิตถุงมือยางจากน้ำยางสังเคราะห์

 

 

รุกขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

จากภาพรวมความต้องการใช้ถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและยังมีปัจจัย COVID-19 ที่กระตุ้นให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมบริการต่างๆ ต้องสวมใส่ถุงมือยางเพื่อป้องกันโรคระบาด

จึงทำให้ STGT วางแผนขยายกำลังการผลิตติดตั้งอย่างต่อเนื่อง จาก ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 มีกำลังการผลิตติดตั้งทั้งสิ้นประมาณ 32,619 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งมาจากโรงงาน 3 แห่ง ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานีและตรัง

โดยโรดแมปการขยายกำลังการผลิตติดตั้ง STGT มีแผนงานเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งเป็นมากกว่า 50,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2567 เพิ่มเป็นมากกว่า 70,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2571 และเพิ่มเป็นประมาณ 100,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2575 พร้อมกับนำระบบการผลิตแบบอัตโนมัติเข้ามาใช้มากขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานในบางส่วนและเพิ่มความรวดเร็วในการผลิต

 

เดินหน้าระดมทุนเสนอขายหุ้น IPO

ล่าสุด STGT เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 444,780,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 31 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้

โดย STGT จะนำเงินจากการเสนอขายหุ้น IPO ไปใช้ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ติดตั้งระบบ SAP ชำระเงินกู้สถาบันการเงินและใช้เป็นเงินหมุนเวียนในกิจการ พร้อมคาดว่าจะนำ STGT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนกรกฎาคมนี้

แน่นอนว่าจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและศักยภาพการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ STGT ในฐานะผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกในปัจจุบัน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh