บทความแนะนำ

5 หุ้นถูกสุด-แพงสุดใน SET50

5 หุ้นถูกสุด-แพงสุดใน SET50

      ค่า P/E นับเป็นวิธีที่นักลงทุนนิยมใช้เพื่อวัดความถูกแพงของหุ้น โดยเฉพาะเมื่อตลาดมีทิศทางไม่ชัดเจน การเลือกลงทุนโดยใช้ค่า P/E จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยพิจารณา ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง

    ทีมข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ทำการสแกนหุ้นใน SET50 ที่มีค่า P/E ต่ำสุดและสูงสุด 5 อันดับ จากฟังก์ชั่น Top30 P/E ใน eFin Stock Pick Up พบว่าหุ้นที่จัดว่าถูกที่สุด 5 อันดับ มีค่า P/E  อยู่ที่ 7-9 เท่าเท่านั้น ในขณะที่หุ้นที่แพงสุด มีค่า P/E สูงถึง 75 เท่า

*EGCO ถูกสุดใน SET50
    สำหรับ 5 อันดับหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำสุดใน SET50 ประกอบด้วย บมจ.เอ็กโก กรุ๊ป (EGCO) ธนาคารทหารไทย (TMB) บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) และ ธนาคารกรุงไทย (KTB)

 
 หมายเหตุ : ราคาปิด 8 พ.ค. 62

    โดยหุ้น EGCO มีค่า P/E ล่าสุด (ณ ราคาปิดวันที่ 8 พ.ค.) เพียง 7.44 เท่า ถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่ม SET50 ซึ่งน่าสนใจว่าราคาหุ้นเพิ่งขึ้นไปแตะ All Time HIGH ที่ 301 บาทเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 62 ที่ผ่านมานี้เอง
    ในขณะที่สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ใน IAA Consensus พบว่า 4 โบรกเกอร์ให้ราคาเหมาะสม EGCO เฉลี่ยเพียง 291 บาท โดยราคาเหมาะสมสูงสุดอยู่ที่ 296 บาทและต่ำสุดที่ 280 บาท เทียบกับราคาปิดล่าสุด 296 บาท เรียกได้ว่าแทบไม่เหลืออัพไซด์
    ทั้งนี้ในแง่ผลการดำเนินงานช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (58-61) EGCO ทำกำไรสุทธินิวไฮทุกปีที่ 4,319 ล้านบาท, 8,320 ล้านบาท, 11,818 ล้านบาท และ 21,072 ล้านบาทตามลำดับ 
    ส่วน TMB ล่าสุดกลับมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 2 บาทอีกครั้ง โดยยังมีประเด็นต้องจับตาคือการสรุปราคาหุ้นเพิ่มทุนเพื่อควบรวมกิจการกับ TBANK ที่อยู่ระหว่างกระบวนการทำ Due Diligencd ที่ผู้บริหารเคยระบุว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค. นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดสัดส่วนเพิ่มทุน 15 ต่อ 1 ที่ราคา 2.50 บาท 
    PTTGC ราคาร่วงต่อเนื่องจนใกล้เคียงกับ Book Value ที่ 68 บาท ทำให้หุ้นอาจดูน่าสนใจ แต่ยังต้องจับตาผลการดำเนินงานปีนี้ที่นักวิเคราะห์มองว่ายังเป็นปีที่ท้าทาย จากค่าการกลั่นที่ผันผวน และการปิดซ่อมบำรุงโรงงานโอเลฟินส์ รวมไปถึงความเสี่ยงราคาโอเลฟินส์ที่กดดันอัตราการทำกำไร
    TCAP ร่วงลงพร้อม TMB แม้ผู้บริหาร นายสมเจตน์  หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ จะแสดงความมั่นใจหลังดีลรวมกิจการระหว่าง TBANK และ TMB จะช่วยหนุนให้ TCAP ยิ่งเติบโตแข็งแกร่ง จากการถือหุ้นไม่น้อยกว่า 20% ในธนาคารใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า  ขนาดสินทรัพย์แตะ 1.9 ล้านล้านบาท ลูกค้าพุ่งเป็น 10 ล้านคน และจะไม่เพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมระหว่าง 54-67 บาท
    KTB แกว่งตัวที่ 16-20 บาท ตลอดช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา (60-62) ซึ่งถือว่าใกล้เคียงราคาเหมาะสมที่นักวิเคราะห์ประเมินที่ 19.80-23 บาท แม้ว่าในภาพรวมผลการดำเนินงาน KTB สามารถทำกำไรนิวไฮได้ต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 55 ที่มีกำไรเพียง 255 ล้านบาท ขึ้นมาแตะ 5,139 ล้านบาท ในปี 61 

*GULF เทรดแพงสุด P/E ทะลุ 75 เท่า 
    มาดูฝั่งหุ้นที่เทรด P/E แพงสุดใน SET50 กันบ้าง ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) และ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT)

 
 หมายเหตุ : ราคาปิด 8 พ.ค. 62

    โดยในส่วนของ GULF ราคาเพิ่งทำ All Time High ที่ 108 บาท ไปเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 62 วันเดียวกับ EGCO ซึ่งทั้ง 2 บริษัททำธุรกิจในลักษณะเดียวกันคือเป็น Holding ในธุรกิจโรงไฟฟ้า แต่นักลงทุนกลับให้พรีเมียมต่างกันลิบลับ เพราะ EGCO เทรดที่ P/E เพียง 7 เท่า ขณะที่ GULF เทรดที่ 75 เท่า แต่หากดูจากความเห็นนักวิเคราะห์ให้ราคาพื้นฐาน GULF ที่ 78-108 บาท เรียกได้ว่าราคากระดาน แทบไม่เหลืออัพไซด์เช่นเดียวกันกับ EGCO
    BGRIM อีกหนึ่งโรงไฟฟ้าที่ราคาหุ้นเดินหน้าทำนิวไฮ โดยเพิ่งทำลายสถิติสูงสุดตั้งแต่เข้าเทรดไปเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 62 ที่ 34.50 บาท นักวิเคราะห์มีความเห็นว่าแม้แนวโน้มกำไรช่วงครึ่งปีแรกยังอ่อนตัว จากแรงกดดันของต้นทุนก๊าซธรรมชาติ แต่ลุ้นครึ่งปีหลังกลับมาเติบโตจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งปีคาดกำไรจะโตราว 52% ขณะที่ราคากระดานใกล้เต็มมูลค่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน 34-37 บาท
    BDMS หุ้นโรงพยาบาลที่เทรด P/E เกิน 40 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ราว 37 เท่า โดยถือเป็นหุ้นอีกตัวที่เหลืออัพไซด์ไม่มาก จากราคาเหมาะสมที่ 25-30 บาท 
    EA แม้รายได้และกำไรจะทำนิวไฮต่อเนื่องมาทุกปีตั้งแต่เข้าตลาดฯ เมื่อปี 54 จากกำไรระดับ 63 ล้านบาท ขึ้นมาเป็น 4,975 ล้านบาทในปี 61 ขณะที่ผู้บริหารมั่นใจปีนี้ รายได้-กำไร ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ตามกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวม 664 เมกะวัตต์ สามารถจ่ายไฟได้ครบแล้วตามเป้าหมาย ก้าวต่อไปของ EA คือการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงโรงงานแบตเตอรี่และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยนักวิเคราะห์ให้ราคาพื้นฐานปีนี้ที่ 62 บาท
    AOT นักวิเคราะห์ให้ราคาเหมาะสมตั้งแต่ 70 บาทไปจนถึง 85 บาท ขณะที่ผู้บริหารเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ว่าผลการดำเนินงานปีนี้จะดีกว่าปีก่อนแต่ไม่หวือหวา ก่อนจะก้าวกระโดดในปี 63 หลังจากวาง Digital Platform แล้วเสร็จ โดยในปีหน้าจะมีธุรกิจใหม่เข้ามาคือ Cargo 
 
   ค่า P/E อาจใช้สแกนหุ้นได้ในเบื้องต้น แต่การเลือกลงทุนคงต้องใช้ปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เพราะหุ้นที่อาจดูว่าแพงหากแนวโน้มการเติบโตดี ก็มีโอกาสจะแพงขึ้นได้อีก เช่นเดียวกับหุ้นที่ดูเหมือนถูก แต่หากไร้อนาคตก็อาจเจอราคาที่ถูกกว่า







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh