บทความแนะนำ

จากบิตคอยน์..สู่บิตดอย หายนะของชาวเม่า : โดย เลดี้แซป1990

จากบิตคอยน์..สู่บิตดอย หายนะของชาวเม่า : โดย เลดี้แซป1990

 

ประเทศไทยได้เข้าสู่ “ฤดูหนาว” อย่างเป็นทางการ ทั้งฝั่งของตลาดหุ้นและตลาดคริปโต หันไปทางไหนก็เจอแต่คำว่า “ยอดดอย” เรียกได้ว่าเป็นปีที่จะหันหน้าไปหวังทำกำไรระยะสั้นๆ จากตลาดหุ้นก็แสนยาก หันมาฝั่งตลาดคริปโตนี่ก็ยากเสียยิ่งกว่า  

 

ราคาบิตคอยน์จากสูงสุดตลอดกาลเกือบ 20,000 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.60 ใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ปี เราก็ได้เห็นราคาร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 3,700-4,000  เหรียญสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย.ปีนี้ หรือลดลงประมาณ 80% จากจุด All Time High ดังกล่าว       

 

Source: blockchain.com

 

แรงเก็งกำไรที่ดันบิตคอยน์พุ่งยังกับจรวดขึ้นไปเกือบ 20,000 เหรียญสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามันขึ้นไปเร็วกว่าพื้นฐาน นั่นคือ การเป็นที่ยอมรับในฐานะของ Currency ซึ่งยังมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป สวนทางกับราคาบิตคอยน์ที่พุ่งเร็วกว่าทำให้ในที่สุดเกิดการ Correction หรือร่วงลงมาสู่พื้นฐาน

 

ดังที่ "จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้เชี่ยวชาญในวงการคริปโต กล่าวว่า กรณีการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง (Use case) ของบิตคอยน์มีทิศทางค่อยๆ เติบโต อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นก็ยอมรับการใช้งานบิตคอยน์ และทั่วโลกก็เริ่มยอมรับการใช้บิตคอยน์มากขึ้น แต่ราคามันขึ้นไปเร็วมากทำให้เกิดการ Correction

 

"ปริญญ์ พานิชภักดิ์" กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ CLSA ประเทศไทย มองว่า โลกยังอยู่ในช่วงของ Technological Change การเปลี่ยนแปลงยังคงมีอีกมาก ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่หลายบริษัท ที่อาจจะเคยเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง บิตคอยน์ , อีเธอเรียม ย่อมถูกท้าทายจากนักพัฒนา จึงเกิดเป็นเหรียญดิจิทัลสกุลต่างๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมาย ที่ผู้พัฒนาต่างก็บอกว่าดีกว่าของเดิม

   

“กรณ์ จาติกวณิช” ประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย กล่าวในงาน “Blockchain Thailand Genesis” ตอนหนึ่งว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคาบิตคอยน์ร่วงหนัก คือ ต้นทุนการผลิตยังสูงกว่าที่ควรจะเป็นเพราะต้องใช้พลังไฟฟ้าสูงมาก และความไม่สะดวกในการใช้งาน เวลาในการตรวจสอบธุรกรรม ทำให้การใช้บิตคอยน์ในฐานะเงินยังไม่สะดวกนัก

 

จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นพัฒนาการของเทคโนโนโลยีเกิดขึ้นต่อเนื่อง ตามด้วยการเกิดของเหรียญดิจิทัลสกุลต่างๆ แม้กระทั่งบิตคอยน์เอง เมื่อปีที่แล้วก็เกิดการแยกตัว หรือภาษาในวงการเรียก Hard Fork เกิดเป็นสกุลใหม่ชื่อ “บิตคอยน์แคช”

 

ล่าสุดกลางเดือน พ.ย.ปีนี้  “บิตคอยน์แคช” เกิดแยกตัวอีกเป็น “บิตคอยน์แคช ABC” กับ “บิตคอยน์แคช SV” ยิ่งทำให้ตลาดเกิดความไม่แน่นอน ตลาดเทขายบิตคอยน์ บิตคอยน์แคช ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปอันดับต้นของตลาดรวม ย่อมเป็นผลจิตวิทยาทางลบกระทบไปยัง Alt coins (เหรียญดิจิทัลสกุลอื่นๆ) ให้ราคาปรับลงตามเช่นกัน

 

ณ วันที่เลดี้ฯ ปิดต้นฉบับนี้ (30 พ.ย.61) บิตคอยน์ เพิ่งจะรีบาวน์ขึ้นมาที่ 4,200-4,300 เหรียญฯ (พอให้ชาวดอยได้มีความหวัง) จากที่ร่วงหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.และทรุดหนักแตะจุดต่ำสุดใหม่บริเวณ 3,447 เหรียญฯ ในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น 

 

หากเทียบกับฝั่งของ “ตลาดหุ้น” ก็จะคล้ายกับในกรณีที่หุ้นกลุ่มน้ำมันอย่าง ปตท. , ปตท.สผ. ร่วง มันก็จะมีน้ำหนักในการกดดัชนี SET อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาด และเมื่อตลาดแย่ก็มีผลด้านจิตวิทยาต่อหุ้นตัวเล็กตัวน้อยอื่นๆ เช่นกัน 

 

เรามาอัพเดทเหรียญคริปโตทั่วโลกกัน ล่าสุด มีจำนวน 2,076 สกุล คิดเป็นมูลค่าตลาดรวม 139 พันล้านดอลลาร์ (coinmarketcap.com)

 

คำถามที่น่าสนใจคือ สุดท้ายแล้วยี่ห้อไหนกันคือ “ผู้รอด” ที่แท้ทรู?

แต่ที่ไม่ต้องรอลุ้นว่าใครคือผู้รอด เพราะเกือบ “เอาชีวิตไม่รอด” TT คือชาวเม่า ที่หลั่งไหลเข้ามาตลาดคริปโตในช่วงขาขึ้น ตอนนั้นหยิบจับเหรียญไหนมาเทรดก็ทำกำไร moon แล้วยัง moon  ได้อีก…สารพัดเหรียญที่ราคาวิ่งทำจุดสูงสุดตลอดกาลตามบิตคอยน์ ซึ่งก็ไม่ต่างจากเล่นหุ้นช่วงตลาดกระทิง จิ้มเข้าเข้าตัวไหนก็ทำกำไรได้ไม่ยาก   

 

พอเข้าสู่ตลาดหมี “เทพ”เท่านั้นที่จะรอดและยืนหยัด ดังนั้น เลดี้ฯ เชื่อว่าในที่สุดแล้วตลาดน่าจะคัดกรองเหลือครีมๆ นั่นคือ “แฟนพันธุ์แท้” ของพี่บิต (คอยน์) และคุณ “ได้ไปต่อ” สำหรับเหล่าผู้กล้าที่ศรัทธาบิตคอยน์ บล็อกเชนจริงๆ  

 

บทความหน้ามาพบกันใหม่ เลดี้จะขอตัวไป...ต้มมาม่าแพร็พ! ;) 

โดย เลดี้แซป1990

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh