บทความแนะนำ

เปิด 3 เทคนิค เทรดหุ้นรายวัน

เปิด 3 เทคนิค เทรดหุ้นรายวัน

โลกปัจจุบันหมุนรวดเร็วขึ้น สาเหตุหลักคงเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่ทำให้ทุกอย่างรวดเร็วไปเสียทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แน่นอนว่า ย่อมส่งผลถึงพฤติกรรมของประชากรส่วนใหญ่ด้วย 

และแน่นอนว่า พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลมาถึงการลงทุนด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ชัดว่า นักลงทุนหน้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีลงมา มักนิยมการลงทุนระยะสั้นมากกว่าระยะยาว 

เพราะมองว่า การลงทุนแบบนี้มีโอกาสทำกำไรได้เร็วกว่าการลงทุนระยะยาว เพียงแค่ราคาหุ้นขยับเพิ่มขึ้นไม่กี่ช่อง ก็สามารถทำกำไรได้แล้ว แต่มองอีกด้านหนึ่งหากเกิดความผิดพลาดขึ้น นักลงทุนก็มีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสขาดทุนมากเช่นกัน 

และด้วยสาเหตุนี้เอง แอดจึงอยากหยิบข้อมูลดี ๆ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มาแบ่งปันเพื่อน ๆ ทุกคน ที่ชอบการลงทุนระยะสั้น หรือรายวัน ว่า หากทุกคนต้องการจะลงทุนในลักษณะดังกล่าว ต้องมีเทคนิคในการลงทุนอย่างไรบ้าง ?

โดยเริ่มแรก ตลาดหลักทรัพย์ฯ แนะนำว่า การที่เราจะเข้าไปลงทุนในหุ้นรายวัน หรือ ระยะสั้นมาก ๆ ก่อนอื่นจะต้องมีสติ และไม่ใช้อารมณ์อยู่เหนือการควบคุม เพราะขณะที่จ้องการกระพริบของราคาหุ้นอยู่นั้น เชื่อว่า ต้องมี"ความโลภ" และ"ความกลัว" ครอบงำจิตใจอยู่บ้าง 

หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ อาจทำให้เราตัดสินใจลงทุนตามจิตวิทยาตลาด ย่อมทำให้เราขาดทุนได้ ดังนั้น จงมีสติควบคุมสมาธิให้อยู่ในเกมของเรา และลงทุนไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้อยู่เสมอ

เมื่อกำหนดสติได้แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ แนะนำต่อไปว่า เราควรเลือกหุ้นที่มีคุณสมบัติทั้ง 2 ประการนี้ รวมอยู่ในหุ้นตัวเดียว คือ มีปริมาณการซื้อขายสูง และพฤติกรรมราคาหุ้นมีความผันผวน 

การเลือกหุ้นที่มี 2 คุณสมบัติดังกล่าวรวมอยู่ในหุ้น 1 ตัว จะทำให้เรามั่นใจได้ว่า จะสามารถขายหุ้นได้ในเวลาและราคาที่ต้องการ รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวของราคาที่กว้างมากพอที่จะสร้างกำไรได้ในระหว่างวัน 

ทีนี้ ก็มาถึงส่วนสำคัญที่เรากล่าวถึงแล้ว คือ กลยุทธ์ในการลงทุนว่า เราควรจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อได้หุ้นในลักษณะตามที่ต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า กลยุทธ์ในการลงทุนหุ้นรายวันหลัก ๆ มีด้วยกัน 3 ประเภท ดังนี้

1.Scalping : เป็นกลยุทธ์การทำกำไรโดยการเปิดและปิดการซื้อขายในช่วงสั้น ๆ ทำกำไรเพียงไม่กี่จุด (ส่วนมากจะอยู่ราว ๆ 5 - 20 จุด) พูดง่าย ๆ คือ ทำกำไรในหุ้นนั้นทันทีที่ราคาหุ้นขยับไปถึงจุดที่กำหนด ซึ่งหัวใจของการใช้เทคนิคนี้ คือ "เข้าให้ไว กำไรรีบออก เน้นกำไร จุดน้อยๆ แต่บ่อยๆ"

ยกตัวอย่างเช่น เราเข้าซื้อหุ้น AAA ที่ราคา 10 บาท และจากนั้นก็ตั้งขายที่ราคา 10.10 บาท (ยังไม่รวมค่าคอม) เมื่อ หุ้นขึ้นไปถึงราคา 10.10 บาท ก็ขายทำกำไรทันที 

2.Fading : เป็นการทำกำไรโดยการซื้อขายตรงข้ามกับแนวโน้ม โดยเราจะขายหุ้นเมื่อราคาของหุ้นนั้นกำลังจะสูงขึ้น และ ซื้อหุ้น เมื่อราคาของหุ้นกำลังจะลง ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐาน ว่าที่ผ่านมาหุ้นตัวนี้ถูกซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือนักลงทุนมีต้นทุนไม่มาก พร้อมที่จะขายทำกำไรตั้งแต่เนิ่น ๆ และแรงซื้อ ตามกำลังจะหมดลง

3.Momentum : เป็นการเก็งกำไรตามกระแสและทิศทางของหุ้น ด้วยการพิจารณาประเด็นข่าวที่เข้ามา แนวโน้มของหุ้น ณ เวลานั้น และ ปริมาณการซื้อขายว่าหนาแน่นหรือไม่ประกอบกันไป เพื่อทำกำไรจากหุ้นที่กำลังจะกลายมาเป็นจุดสนใจจากประเด็นต่าง ๆ ที่เข้ามาในแต่ละวันนั้่นเอง

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสุด ๆ ที่ขาดไม่ได้ในการลงทุนระยะสั้นคือ การกำหนดจุดหยุดขาดทุน (Stop Loss) ซึ่งมีวิธีการเลือกง่าย ๆ อยู่ 2 แบบ คือ เลือกจุดหยุดขาดทุนที่ยอมรับได้มากที่สุด นั่นคือ สำรวจกระเป๋าเงินของตนเองว่ารับความเสี่ยงได้ขนาดไหน

หรืออีกวิธี คือ การเลือกจุดหยุดขาดทุนทางเทคนิคจากตัวหุ้นนั้น ๆ ซึ่งต้องดูกราฟและข้อมูลประกอบ แต่ถ้าจะให้ดีการเลือกจุดหยุดขาดทุนจะต้องดูทั้งสองด้าน ประกอบกันด้วยนะ

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีกลยุทธ์การลงทุนรายวันมาแนะนำนักลงทุนอย่างพวกเรา แต่ก็ยังฝากเตือนทิ้งท้ายมาด้วย โดยข้อมูลที่ตลาดหลักทรัพย์ฯมี พบว่ามีนักลงทุนระยะสั้นเพียง 20% เท่านั้น ที่จะได้กำไร ส่วนอีก 80% มักจะขาดทุน

เมื่อทุกคนเห็นทั้งกลยุทธ์การลงทุน และสถิติตัวเลขผู้ได้กำไร และขาดทุนจากการลงทุนระยะสั้นแล้ว ก็อยากให้ทุกคนกลับไปคิดอีกทีว่า การลงทุนระยะสั้นเหมาะสมกับตัวเองจริงหรือไม่ และเรารับความเสี่ยงได้มากจริงหรือไม่ ?

ถ้าสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าไม่ใช่ ควรเปลี่ยนกลยุทธ์ลงทุนแบบระยะยาวลดความเสี่ยงลงดีกว่า แต่ถ้าสำรวจตัวเองแล้วพบว่าเราเป็นคนสู้ชีวิต แบบที่ไม่กลัวชีวิตสู้กลับ ก็ลองวัดกันดูสักตั้งสิครับ ..







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh