บทความแนะนำ

"มือใหม่อยากเป็นสายเทคนิค ต้องทำอย่างไร ?"

หากพูดถึงการวิเคราะห์หุ้นในยุคปัจจุบัน คงแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งก็คือ การวิเคราะห์ข้อมูลงบการเงินต่าง ๆ ของบริษัท พร้อมทั้งแนวโน้มการเติบโตในอนาคตเป็นหลัก

ส่วนอีกประเภท คือ การวิเคราะห์เทคนิค ซึ่งส่วนใหญ่เรามักเห็นนักลงทุนสายนี้ ใช้การดูกราฟเป็นหลักนั่นเอง แต่การดูกราฟนั้นเต็มไปด้วยหลักการ และเครื่องมือเยอะเเยะเต็มไปหมด ทำให้นักลงทุนที่ไม่มีความชำนาญอาจสับสนได้

แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ที่อยากฝึกฝนวิธีการเป็นนักลงทุนสายเทคนิคแบบค่อยเป็นค่อยไป แอดก็มีทริคดี ๆ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มาแบ่งปันให้ทุกคนลองนำไปใช้กันดูนะ 

*** เริ่มจากศึกษาวัฎจักรราคา

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯระบุว่า หัวใจสำคัญของเทคนิคอล คือ การวิเคราะห์พฤติกรรม ดังนั้น เราจึงต้องเริ่มต้นเรียนรู้จากการศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เราสนใจ ว่ากำลังอยู่ในวัฎจักรเช่นไร ?

ซึ่งวัฎจักรของราคาหุ้น จะมีด้วยกัน 4 ระยะ คือ ระยะสะสม : หลังจากราคาปรับตัวลงมามากพอสมควรแล้ว ในระยะนี้ราคาจะค่อนข้างนิ่ง ขึ้นลงไม่มากนัก แต่กลับมีปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นมากจนผิดสังเกต

ระยะขาขึ้น : หลังจากที่ผ่านระยะสะสมมาได้ซักพัก ก็จะมีข่าวดีเกี่ยวกับหุ้นตัวนี้ออกมา ทำให้หุ้นตัวนี้ มีแรงซื้อไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง

ระยะแจกจ่าย: เมื่อราคาหุ้นขึ้นมาสูงถึงจุดที่เกินมูลค่าแล้ว นักลงทุนรายใหญ่บางกลุ่มจึงถือโอกาสเทขายหุ้นตัวนี้ออกมาสวนทางกับกระแสตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาในช่วงนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ แต่มีปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ระยะขาลง: หลังจากที่หุ้นได้ถูกเทขายออกมาเป็นจำนวนมากแล้ว หุ้นตัวนี้จะเริ่มมีข่าวที่ไม่ค่อยดี (หรือ ดีน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้) ทยอยออกมาเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะดีดกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อระยะสะสมมาถึง

ทีนี้ เมื่อเราพอเห็นภาพชัดมากขึ้นแล้วว่าหุ้นตัวที่เากำลังสนใจเข้าไปลงทุน ราคาหุ้นกำลังอยู่ในวัฎจักรช่วงใด ก็จะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าเราควรทำอย่าไรกับหุ้นตัวนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน 

*** อย่ามองข้ามวอลุ่มซื้อ - ขาย

ต่อมาที่เราควรโฟกัส คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้น (วอลุ่ม) คือ ปริมาณเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายจริงในช่วงเวลานั้น จึงสามารถบ่งบอกถึงน้ำหนักนัยสำคัญของทิศทางราคาได้เป็นอย่างดี เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการยืนยันแนวโน้มว่ายังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ เพื่อให้ตัดสินใจซื้อ - ขายได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

*** กำหนดแนวรับ - แนวต้าน

สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่อย่างเราควรให้ความสำคัญต่อ คือ แนวรับ - แนวต้าน ซึ่งแนวรับ คือ ระดับราคาที่เม็ดเงินกลุ่มใหญ่ในตลาด เห็นว่าเป็นราคาที่ถูก และเข้าซื้อเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาสามารถเด้งกลับขึ้นมาได้ค่อนข้างง่าย 

ขณะที่ แนวต้าน คือ ระดับราคาที่ตลาดเห็นว่าแพงเกินไป และพากันแย่งขาย ทำให้ราคาจะเคลื่อนผ่านจุดนี้ขึ้นไปต่อค่อนข้างลำบาก หากราคาสามารถวิ่งทะลุผ่านแนวรับแนวต้านเหล่านี้ได้ ราคาก็มักจะไปต่อในทิศทางนั้น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ แนวรับและแนวต้านจึงเป็นจุดสำคัญสำหรับตัดสินใจซื้อ - ขายหุ้นหลังจากทำการวิเคราะห์ในส่วนอื่น ๆ มาแล้ว

*** รู้จักรูปทรงของกราฟต่าง ๆ 

รูปทรงของกราฟ (Chart Pattern) คือ รูปแบบพฤติกรรมราคาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยปกติจะมีลักษณะคล้ายกับการนำเส้นแนวรับ แนวต้าน และแนวโน้มมาผสมผสานกัน การทำความเข้าใจกับ Pattern แบบต่างๆ จะช่วยให้ประเมินหาจุดกลับตัวของแนวโน้มได้อย่างละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น

*** รู้ข้อจำกัดเครื่องมือก่อนใช้

เครื่องมือต่าง ๆ มักมีข้อจำกัด เช่น เครื่องมือประเภทตัวชี้วัด (Indicator) มีทั้งแบบที่เหมาะกับช่วงตลาดที่มีแนวโน้ม (Trend Following) และแบบที่เหมาะกับช่วงที่ตลาดยังมีแนวโน้มไม่ชัดเจน แต่มีการเคลื่อนไหวในระดับที่มากพอ (Oscillator) 

อีกทั้งเครื่องมือเหล่านี้ จำเป็นต้องนำไปใช้ประกอบกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น แนวรับ แนวต้าน รูปทรงกราฟ และปริมาณการซื้อขายด้วย การใช้เครื่องมืออย่างผิดวิธี นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักจะพลาดกันอยู่บ่อย ๆ 

เหล่านักลงทุนมือใหม่ จึงควรระมัดระวังให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้งานเครื่องมือผิดประเภท จนส่งผลเสียต่อการลงทุนของตนเองได้

*** ใช้เครื่องมือเท่าที่จำเป็น 

เครื่องมือในการวิเคราะห์ทางเทคนิคทุกชนิด ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวเอง นอกจากจะเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกประเภทแล้ว ยังไม่ควรใช้เครื่องมือเยอะเกินไป เพราะจะทำให้เกิดสัญญาณซื้อ - ขายที่ซ้ำซ้อน และขัดแย้งกันเอง จนไม่สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมได้

*** มีแผนการที่ชัดเจนอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีเครื่องมือทางเทคนิคมากมายแค่ไหน แต่จงรู้ไว้ว่า เครื่องมือเหล่านั้น ไม่สามารถบอกอนาคตได้ถูกต้อง 100% ดังนั้น ก่อนซื้อหุ้นทุกครั้ง ต้องกำหนดราคาตัดขาดทุนที่ยอมรับได้ (จุด Cut Loss) เอาไว้ล่วงหน้าเลย

การกำหนดจุด Cut Loss จะช่วยรับมือกรณีที่ราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และป้องกันการขาดทุนหนัก รวมถึง ราคาสำหรับขายทำกำไร (จุด Take Profit) เพื่อป้องกันไม่ให้ขายช้าเกินไป จนกำไรที่มีอยู่กลับกลายเป็นขาดทุนนั่นเอง







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh