บทความแนะนำ

วัฎจักรเศรษฐกิจบอกจังหวะลงทุน !

วัฎจักรเศรษฐกิจบอกจังหวะลงทุน !

การลงทุนในหุ้น นอกจากต้องหมั่นติดตามข่าวสารของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อยู่ตลอดเวลาแล้ว อีกสิ่งที่เราไม่ควรปล่อยผ่านเช่นกัน คือ ตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ เพราะตัวเลขเหล่านี้ มักส่งผลต่อ Sentiment ของตลาดหุ้น

หากตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาดี ก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้นคึกคักเป็นขาขึ้นได้ แต่หากตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมานั้นย่ำแย่ซะเหลือเกิน ก็จะเป็นปัจจัยกดดันภาวะตลาดหุ้นในช่วงนั้น ๆ ได้เหมือนกัน

ซึ่งจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า นักลงทุนมือใหม่ ควรติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ 2 ตัวเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้มือใหม่ จับจังหวะการลงทุนง่ายขึ้น ดังนี้

1.ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) : เป็นตัวเลขที่แทบจะนำตัวเลขเศรษฐกิจทุกตัวมาสะท้อนรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค, การลงทุน, การใช้จ่ายภาครัฐ, การส่งออก และการนำเข้า

2.ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) : เป็นดัชนีชี้วัดราคาสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคว่าปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยมากน้อยเพียงใด เช่น เงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ก็หมายถึง ราคาสินค้าแพงขึ้นเฉลี่ย 3% ซึ่งกรอบเงินเฟ้อของประเทศไทยอยู่ระหว่าง 0 - 3.5%

โดยปกติตัวเลขทั้ง 2 ตัวนี้มักจะไปด้วยกัน พูดง่าย ๆ คือ เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจมีการขยายตัว เงินเฟ้อก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้น และหากเศรษฐกิจหดตัว เงินเฟ้อจะลดลงตามวัฎจักรเศรษฐกิจนั่นเอง 

ขณะที่ วัฏจักรของเศรษฐกิจ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ซึ่งในแต่ละช่วงของภาวะเศรษฐกิจ ก็จะมีการลงทุนที่เหมาะสมแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งในแต่ละช่วงเราควรเน้นการลงทุนอย่างไร มาตามดูกันต่อเลยนะ

เริ่มจากระยะที่ 1 คือ ระยะฟื้นตัว (Recovery) : จะเป็นช่วงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลังเผชิญกับภาวะตกต่ำจนถึงขีดสุดมาแล้ว ซึ่งการสังเกตของการเข้าสู่วัฏจักรนี้ คือ GDP จะเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 ไตรมาส หลังจากก่อนหน้านี้ย่ำแย่มาตลอด

ภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ จะทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่สินค้าที่เหลือค้างสต็อกค่อย ๆ ทยอยขายออก, ราคาสินค้าเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น, ผลประกอบการของธุรกิจดีขึ้น

นำมาสู่การผลิตเพิ่มขึ้น, การจ้างงานสูงขึ้น, ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น และทำให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการลงทุน ส่งผลให้ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มดีขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯแนะนำว่า ในภาวะเช่นนี้ เป็นจังหวะที่เหมาะสมกับการลงทุนในหุ้นมากที่สุด เพราะหุ้นจะได้ผลบวกโดยตรงจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และเศรษฐกิจที่ขยายตัว ขณะที่ตราสารหนี้และเงินฝากจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า

ระยะที่ 2 คือ ระยะเฟื่องฟู (Peak) : เป็นช่วงที่เศรษฐกิจผ่านช่วงฟื้นตัว และก้าวเข้าสู่ช่วงขยายตัว เงินเฟ้อเริ่มเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว แต่เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้มากกว่าเงินเฟ้อ

ช่วงเวลานี้ เป็นจังหวะที่เหมาะกับการลงทุนในทองคำมากที่สุด เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง และป้องกันเงินเฟ้อได้ดี แต่ไม่ใช่ว่าหุ้นไม่น่าสนใจ เพียงแต่การปรับขึ้นของราคาหุ้นในช่วงนี้ จะเต็มไปด้วยความผันผวน การกำหนดกลยุทธ์ลงทุนจึงทำได้ยากด้วย

ระยะที่ 3 คือ ระยะถดถอย (Recession) : เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอการขยายตัว หลังจากเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ GDP Growth ติดลบต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

ช่วงเวลานี้ไม่ควรลงทุนในหุ้นมากที่สุด เพราะกำไรของบริษัทจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงอย่างหนัก ส่วนตราสารหนี้ ก็ไม่น่าสนใจ เพราะดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ เงินฝาก จึงเป็นทางเลือกที่ดีสุด เพราะเราจะได้รับดอกเบี้ยสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

ระยะที่ 4 คือ ระยะตกต่ำ (Trough) : เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างเต็มตัว สังเกตจาก GDP Growth หดตัว จนทำจุดต่ำสุดใหม่ และมีอัตราการว่างงานสูงสุดในรอบหลาย ๆ ปี 

ช่วงเวลานี้ การลงทุนในหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก ดังนั้นจึงควรเน้นลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และได้รับผลประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาลง ซึ่งมีความน่าสนใจมากกว่า

จากที่แอดเล่ามายาว ๆ ทุกคนคงจะเห็นภาพชัดมากขึ้นแล้วเนอะ ว่าวัฎจักรเศรษฐกิจจะส่งผลต่อการลงทุน หากเรารู้ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจช่วงไหน เหมาะกับการลงทุนแบบใด ก็จะช่วยให้การลงทุนของเราลดความเสี่ยงลงได้นั่นเอง ...







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh