บทความแนะนำ

บลจ.ขยับเตรียมพร้อมรับมือเก็บภาษีกองบอนด์15%

บลจ.ขยับเตรียมพร้อมรับมือเก็บภาษีกองบอนด์15%

      มาตรการเก็บภาษีของรัฐบาลยังออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมาถึงคิวของการลงทุนในกองทุน ด้วยการประกาศ จัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม ในอัตรา 15% ของกำไร ด้วยเหตุผลเรื่องความเท่าเทียมกับการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง ส่งผลให้บรรดาหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ต้องเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อหาผลตอบแทนอื่นเข้ามาชดเชยส่วนที่ต้องถูกหักภาษีมากขึ้น พร้อมคาดการณ์ว่ากองทุนตราสารหนี้จากนี้อาจได้รับความนิยมลดลง

*** หนุนรายได้รัฐ 2.5 พันลบ./ปี 
  เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้จัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม ในอัตรา 15% ของกำไร จากปัจจุบันเก็บที่ 10% ของกำไร เนื่องจากปัจจุบันการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงกับการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นเสียภาษีที่แตกต่างกัน เพราะในตราสารหนี้จะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% แต่ลงทุนผ่านกองทุนรวม จะเสียเพียง 10% เท่านั้น
  ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างการลงทุนของบุคคลธรรมดาและกองทุนรวมโดยการปรับเพิ่มภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,600-2,500 ล้านบาท/ปี อย่างไรก็ตามคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ได้ขอให้กรมสรรพากรยกเว้นการเก็บภาษีนิติบุคคลสำหรับกองทุนรวมที่เสนอขายเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าว

*** สำรวจพบ 163 กองทุนเข้าข่าย 
  จากการสำรวจทั้ง 22 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) พบว่ามีบลจ. 17 ราย ที่มีกองทุนตราสารหนี้ซึ่งไม่รวมกองทุน RMF ทั้ง หมด 163 กองทุน โดย 5 อันดับแรกที่มีกองทุนตราสารหนี้มากสุดได้แก่ บลจ.ไทยพาณิชย์ ,บลจ.ยูโอบี(ประเทศไทย),บลจ.กรุงไทย,บลจ.ซีไอเอ็ม 
บี-พรินซิเพิล และบลจ.กสิกรไทย

 บลจ. 

จำนวนกองทุน 

 

ตราสารหนี้

บลจ.ไทยพาณิชย์

21

บลจ.ยูโอบี

20

บลจ.กรุงไทย

16

บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล

15

บลจ.กสิกรไทย

14

ที่มา : สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

 

*** บลจ.ต้องปรับตัว หาผลตอบแทนอื่นชดเชย 
  นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าอาจกระทบกับผลตอบแทนของกองทุนรวมบ้าง โดยเฉพาะในส่วนของรายได้จากดอกเบี้ยหรือส่วนลดรับที่ต้องถูกหักภาษีไป 15% เช่น หากกองทุนลงทุนในตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ย 2% จะเหลือ1.70% ซึ่งบริษัทต้องหาทางสร้างผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่ถูกหักภาษีไป ทั้งนี้หากผลตอบแทนของกองทุนยังสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก มองว่ายังสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับผู้ลงทุนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนยังคงมีสภาพคล่องดีกว่าเงินฝากประจำ 
เนื่องจากขายคืนได้ทุกวัน

*** เชื่อเงินไหลออกไปกองทุนอื่น 
  นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินของนักลงทุนไหลออกจากกลุ่มตราสารหนี้บางส่วน ไปกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนอินฟราสตรัคเจอร์ เนื่องจากระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนใกล้เคียงกับตราสารหนี้ ส่วนตลาดหุ้นมองว่าคงไม่ไหลเข้าไปเพราะเป็นนักลงทุนคนละกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่า
  โดยกองทุนตราสารหนี้บริษัทปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณแสนล้านบาท ซึ่งยังไม่มากเมื่อเทียบกับทั้งระบบที่มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามต้องรอดูพฤติกรรมนักลงทุนหลังจากปรับขึ้นภาษีกองทุนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพราะนักลงทุนคงรอดูเรื่องผลตอบแทนเป็นหลักว่ายังสามารถให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่น อาทิ เงินฝากธนาคารหรือไม่ ซึ่งหากผลตอบแทนการถือกองทุนตราสารหนี้หลังขึ้นภาษียังคงดีในระดับที่นักลงทุนรับได้ ทิศทางการไหลออกคงไม่เกิดขึ้น
  ด้านนายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และสื่อสารองค์กร บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จํากัด เปิดเผยว่าปัจจุบันกองทุนตราสารหนี้ของบริษัทมีมูลค่ารวมประมาณ 77,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่ากฏหมายดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้และยังคงต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมจากกฏหมายประกอบพรบ. ดังนั้นปัจจุบันการลงทุนของกองทุนจึงยังไม่ได้รับผลกระทบจากร่างพรบ.ดังกล่าว

*** สรรพากรชี้จะเห็นการแข่งค่าฟีมากขึ้น 
  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า สำหรับความกังวลว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อค่าบริหารจัดการของกองทุนรวม (ค่าฟี) นั้น มองว่าการจัดเก็บภาษีจากดอกเบี้ยที่ได้รับจะช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมในระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากนี้กองทุนรวมต่างๆ 
  "เราศึกษาเรื่องนี้มานาน ตอนนี้กฎหมายก็ยังไม่มีผล จึงไม่ต้องกังวล โดยเฉพาะบุคคลธรรมดาจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่ลงทุนในกองทุนอยู่แล้วจึงไม่ต้องกังวล โดยยืนยันว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้ เพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้ระบบ ส่วนเรื่องค่าฟีเชื่อว่ากองทุนจะสามารถบริหารจัดการได้ จากนี้อาจจะได้เห็นภาพการแข่งขันเรื่องค่าฟีมากขึ้น " นายเอกนิติ กล่าว 

  ในช่วงที่กฎหมายการเก็บภาษี 15%กับกองทุนตราสารหนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ คงยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวของการย้ายเม็ดเงินการลงทุน แต่เมื่อกฎหมายชัดเจน เชื่อว่านักลงทุน และบรรดาบลจ.คงจะได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน เพราะในปัจจุบันนักลงทุนมีความรู้ในการลงทุนมากขึ้นและสามารถบริหารจัดการพอร์ตลงทุนได้อย่างลงตัว เพราะหากพิจารณาถึงมุมมองการเก็บภาษีในครั้งนี้ที่จะเกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในวงการกองทุนมากขึ้น ก็น่าสังเกตุเหมือนกันว่าจากนี้จะมีนโยบายเก็บภาษีกองทุนตัวไหนออกมาจากรัฐบาลอีกหรือไม่







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh