สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทความแนะนำ

| 27 มิถุนายน 2561

เลือกหุ้นอย่างไร เมื่อตลาดแดงทั้งกระดาน

เลือกหุ้นอย่างไร เมื่อตลาดแดงทั้งกระดาน

     ในช่วงที่ราคาหุ้นเดาทางไม่ได้ จะดูกราฟไหน ใช้เทคนิคอะไร ก็ดูจะผิดทางไปหมด จนนักลงทุนหลายคนถอดใจ ไม่รู้จะงัดวิธีไหนออกมาสู้กับสภาวะตลาดผันผวนแบบนี้ และดูท่าว่าภาวะแบบนี้จะส่งผลยาวต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี สถานการณ์แบบนี้ หุ้นที่มีพื้นฐานดี แต่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ก็เหมือนเป็นช่วงโปรโมชั่นที่นักลงทุนสามารถช้อนซื้อได้

    ตอกย้ำโดย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ มองว่า  ภาวะตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในช่วงท้ายของตลาดกระทิง (Bullish) ซึ่งจะมี Upside ไม่มาก และมีโอกาสเกิดความผันผวนจากกระแสเงินไหลออกเนื่องจากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้รัฐบาล (Bond Yield) และอัตราดอกเบี้ยของโลก ทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีความไม่สอดคล้องกัน อีกทั้งยังมีการปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติได้ค่อนข้างช้า โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการปรับตัวราว 2-3 เดือน
    ขณะที่มีคาดการณ์ว่าสัญญาณเศรษฐกิจโลกอาจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย หรืออีกในมุมหนึ่งอัตราดอกเบี้ยระยะยาวอาจมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วย เนื่องจากทำให้นักลงทุนเริ่มมีความระมัดระวังในการเข้าลงทุนมากขึ้น

    ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.บัวหลวง เสริมว่า ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตามคือ มูลค่าขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในภูมิภาค นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ และปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง และความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าของสหรัฐ มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าจะได้ข้อสรุป รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน
    ซึ่งจากความเห็นของผู้คร่ำหวอดในตลาดทุนทั้ง 2 สะท้อนว่าสถานการณ์เช่นนี้ การลงทุนในหุ้นทั่วไป คงคาดการณ์ได้ลำบาก เพราะตลาดไม่เอื้ออำนวย ความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็มีสูงขึ้นหากเลือกหุ้นผิดตัว

    แต่ในภาวะที่ตลาดฯ ผันผวนแบบนี้ หุ้นประเภทหนึ่งที่มักเผยโฉมออกมาให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสกระโดดเข้าไปลงทุน คือกลุ่ม ”Undervalue Stock” แปลตรงๆ ก็คือ หุ้นที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้คัดกรองหุ้น Undervalue ก็จะประกอบด้วย P/E, P/BV, Dividend Yield และ Price/CFO (กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน) ถัดจากนั้นก็ดูอัตราส่วนที่วัดประสิทธิภาพจากการดำเนินงาน เช่น ROA, ROE หรือ EPS Growth  ที่สำคัญจะต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่ยังมีการเติบโต เป็นธุรกิจที่มีความสามารถเชิงการแข่งขันสูง มีฐานะทางการเงิน และกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ผู้บริหารต้องดีและเก่ง มีจรรยาบรรณ มีวิสัยทัศน์ที่ดี โดยราคาหุ้นต้องต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน

    ยกตัวอย่างหุ้นที่เข้าข่าย เช่น บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 14.50 บาท โดย P/BV อยู่ที่ 22.42 เท่า เป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องสูง หนี้สินต่ำ กระแสเงินสดดี ที่สำคัญกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องมากกว่า 30% ทุกปีตั้งแต่เข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 56 จากบริษัทที่มีกำไรแค่เพียงกว่า 200 ล้านบาท ใช้เวลาเพียง 4 ปี พุ่งไปถึง 1,229.32 ล้านบาท ณ สิ้นปี 60 
    ขณะเดียวกันราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าราคาเหมาะสมที่บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ประเมินไว้ โดยจาก 9 บล.ให้ราคาเหมาะสมสูงสุด 26 บาท ต่ำสุด 20.50 บาท เฉลี่ย 23.72 บาท มีอัพไซด์จากราคาล่าสุดถึง 63.79%

    อีกหนึ่งบริษัทคือ บมจ.ไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่ง (FTE) ปัจจุบันซื้อขายที่ P/E เพียง 10 เท่า ต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่ 30.67 เท่า ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทยที่ 14-15 เท่า เป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูง และหนี้สินต่ำเช่นกัน FTE เข้าตลาดมาเมื่อปี 59 ปีที่ผ่านมากำไรสุทธิเติบโตถึง 109.05% โดย บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินราคาเหมาะสมที่ 3.15 บาท เทียบกับราคาปัจจุบันที่ 1.99 มีอัพไซด์ถึง 58.29%
    ขณะที่ บมจ.เอทีพี 30 (ATP30) ก็ถือว่าน่าสนใจในแง่ของหุ้น Undervalue เช่นกัน ปัจจุบันซื้อขาย P/E ที่ 24.71 เท่า ต่ำกว่า P/E ของหุ้น mai ที่ 81.38 เท่า และต่ำกว่ากลุ่มโลจิสติกส์ใน SET ที่อยู่ระดับ 41.45 เท่า ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ 1.65 บาท มี P/BV อยู่ที่ 2.89 เท่า โดยตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อปี 58 กำไรสุทธิก็เติบโตต่อเนื่องทุกปี 
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 2.32 บาท และ บล.โกลเบล็ก ก็แนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 2.20 บาท ซึ่งราคาล่าสุดมีอัพไซด์จากราคาเหมาะสมถึง 40.60%

    นอกจากนี้เมื่อใช้โปรแกรม eFin Stock Pick Up เพื่อสแกนหา F-Score ซึ่งเป็นดัชนีชีวัดคุณภาพของหุ้นด้วยเกณฑ์ทางด้านพื้นฐาน โดยแบ่งเป็นคะแนน 0-9 ยิ่งหุ้นที่มีคะแนน F-Score มากแสดงว่าพื้นฐานดี ซึ่งค่าที่ใช้เป็นเกณฑ์ คือเกิน 5 ขึ้นไปถือว่าแข็งแรง โดยโปรแกรมนี้จะช่วยให้นักลงทุนที่ไม่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้ดูคุณภาพบริษัทในเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น

    เกณฑ์ของ F-Score จะประเมินอัตราส่วนทางการเงิน 9 ข้อคือ
    1. ROA มากกว่า 0 แสดงว่าสินทรัพย์ของบริษัทสามารถสร้างกำไรได้
    2. ROA เพิ่มขึ้น แสดงว่า สินทรัพย์ทำกำไรได้มากขึ้น 
    3. CFO มากว่า 0 แสดงว่าเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเป็นบวกแสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรในรูปเงินสดได้
    4. ACCRUAL บริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักดอกเบี้ยได้มากกว่ากำไรสุทธิแสดงว่ามีสภาพคล่องที่ดี
    5. DE ratio ลดลง บริษัทที่มีสัดส่วนของหนี้ที่มีดอกเบี้ยลดลงจะทำให้ความเสี่ยงทางการเงินลดลง
    6. Current ratio บริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องสูงขึ้นแสดงว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น
    7. EQ OFF การเพิ่มทุนจะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นและกำไรต่อหุ้นลดลงเพราะฉะนั้นจึงให้คะแนนกับการไม่เพิ่มทุน
    8. GPM เพิ่ม ประสิทธิภาพการดำเนินงาน อัตรากำไรขั้นต้นแสดงถึงความสามารถในการดำเนินงานจากธุรกิจหลักของกิจการโดยที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริการหากยิ่งเพิ่มขึ้นแสดงว่ายิ่งดี
    9. Asset turnover อัตราหมุนเวียนทรัพย์สินเพิ่มขึ้นแสดงว่ามีการจัดการภายในที่ดีสามารถนำสินทรัพย์ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ได้มาก

    ซึ่งเมื่อนำหุ้นทั้ง 3 บริษัทไปตรวจสอบพบว่า
    BEAUTY ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 7 ข้อคือ  
  

    FTE ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 5 ข้อคือ 
 

    ATP30 ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 5 ข้อคือ 
 


    
    เมื่อได้หุ้นคุณภาพดี ราคา Undervalue แล้ว ก็คงจะพอลดความเสี่ยงในการลงทุนให้น้อยลงไปอีก   นักลงทุนก็คงมีโอกาสการทำไรกำไรได้มากขึ้น คราวนี้ต่อให้ภาวะตลาดจะผันผวนแค่ไหน นักลงทุนทั้งหลายก็คงมีกำลังใจในการลงทุนต่อไป
 

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh