สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทความแนะนำ

| 3 เมษายน 2561

เจาะงบหุ้นขนส่งและโลจิสติกส์ใครแจ่มสุด

เจาะงบหุ้นขนส่งและโลจิสติกส์ใครแจ่มสุด

เจาะงบหุ้นขนส่งและโลจิสติกส์ใครแจ่มสุด

 

ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่กำลังเติบโตใน แม้ว่าธุรกิจในกลุ่มนี้จะมีความคล้ายกันแต่มีความแตกต่างทั้งกลุ่มลูกค้าและความสามารถในการทำกำไร

บทความนี้จะพานักลงทุนไปดูประกอบการของหุ้นในกลุ่มนี้กันครับว่าใครดีใครมีปัญหา

 

1.ลักษณะธุรกิจ

 

หุ้นในกลุ่มนี้แม้จะทำเกี่ยวข้องกับการขนส่งและโลจิสติกส์เหมือนกันแต่จะมีความแตกต่างกัน บทความนี้จะจัดกลุ่มหลักๆ ประกอบด้วย สายการบิน เช่น AAV BA THAI NOK ท่าอากาศยาน เช่น AOT ซ่อมและสร้างเรือ เช่น ASIMAR การจัดการโลจิสติกส์เช่น B II JWD NYT PRM TSTE WICE KWC กลุ่มขนส่งมวลชนเช่น BTS BEM และบริษัทที่เกี่ยวกับเดินเรือเช่น JUTHA PSL RCL TTA ดังภาพ

 

2.การทำกำไร

 

ในส่วนของการเติบโตของรายได้ ส่วนใหญ่จะมีการเติบโตของรายได้ในอัตราร้อยละ 10 บริษัทที่เติบโตสูงเช่น WICE ที่เติบโตจากการซื้อกิจการ  BTS เติบโตจากการเริ่มโอนอสังหาริมทรัพย์ และ B ที่รายได้เติบโตจากการเปลี่ยนธุรกิจจากท่าเรือมาจำหน่ายรถยนต์และธุรกิจโลจิสติกส์

 

เมื่อพิจารณาถึงการเติบโตของกำไร จะเห็นว่ากลุ่มเดินเรือจะเห็นหุ้นที่กำไรเพิ่มขึ้นสูงส่วนหนึ่งมาจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น และกลุ่มที่กำไรปรับตัวลดลงมากคือกลุ่มสายการบินที่มีสาเหตุมาจากการปรับเพิ่มของราคาน้ำมัน การแข่งขันที่สูงและสำหรับธุรกิจจัดการโลจิสติกส์มีการเพิ่มขึ้นลดลงของกำไรสลับกันไป

 

3.การใช้สินทรัพย์

 

ธรุกิจขนส่งและโลจิสติกส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ลงทุนสินทรัพย์ไปก่อนเยอะๆแล้วค่อยเก็บเกี่ยวแบบน้ำซึมบ่อทรายไป จะเห็นว่าอัตราส่วนหมุนเวียนสินทรัพย์ Asset turnover มักจะมีค่าต่ำกว่าหนึ่งแสดงว่าสินทรัพย์ 1 บาทสร้างรายได้น้อยกว่า 1 บาท ส่วนบริษัทที่อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์สูงๆ เช่น iii NOK ส่วนใหญ่จะใช้การเช่าสินทรัพย์หรือใช้ Out source จากภายนอก ส่วน WICE ลักษณะธุรกิจเป็นตัวแทนสายเรือในการหาลูกค้ามาขนส่งทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์มากนัก

 

 

และเมื่อทำการเปรียบเทียบการทำที่ดินอาคารอุปกรณ์ไปสร้างกระแสเงินสด จะเห็นว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดี แต่ที่น่าเป็นห่วงเล็กน้อยคือ NOK ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานมีค่าติดลบค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับที่ดินอาคารอุปกรณ์

 

บริษัทที่จะเติบโตต่อไปได้จะต้องมีการลงทุน อัตราส่วน Reinvestment Ratio เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่บอกว่าในปีนั้นบริษัทลงทุนเป็นกี่เท่าของค่าเสื่อมราคา บริษัทที่ลงทุนมากกว่า 2 เท่าของค่าเสื่อมแสดงว่ามีการลงทุนสูง จะเห็นว่าส่วนใหญ่บริษัทในกลุ่มนี้จะมีการลงทุนที่ไม่ค่อยสูงมากนักบริษัทที่มีการลงทุนสูงๆ เช่น AOT ที่มีการลงทุนในการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟสสอง AAV มีการจัดซื้อเครื่องบินเพิ่มขึ้น

 

4.การจัดการหนี้สิน

 

บริษัทที่มีหนี้สินมากๆ และไม่สามารถจัดการหนี้สินได้มีแนวโน้มที่จะธุรกิจจะมีปัญหาและไม่สามารถเติบโตต่อเนื่องได้ เครื่องมือชีวัดดัชนีแรกคืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ DE Ratio จะเห็นว่าส่วนใหญ่มีหนี้สินไม่ค่อยมากมีค่าต่ำกว่า 1 แปลว่าทุน 1 บาทมีหนี้สินน้อยกว่า 1 บาท บริษัทที่มีหนี้สินมากๆเกินสองเท่าของทุนเช่น JUTHA เป็นบริษัทเดินเรือ BEM มีหนี้สินในระดับสูง กลุ่มที่น่าเป็นห่วงเรื่องหนี้สินคือกลุ่มสายการบินโดยเฉพาะ THAI และ NOK

 

 

เมื่อดูปริมาณหนี้สินแล้วต้องมาพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ โดยคิดจาก หนี้ที่มีดอกเบี้ย หารด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลักหักดอกเบี้ย ค่าที่ดีควรจะอยู่ที่ 0-6 ปี บริษัทที่มีค่าน้อยกว่า 0 แสดงว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบอาจมีปัญหาในการชำระหนี้ และบริษัทที่มีระยะเวลาการจ่ายหนี้ยาวๆ แสดงว่ากระแสเงินสดของบริษัทน้อยมีการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

 

บริษัทที่มีปัญหามีกระแสเงินสดติดลบส่วนใหญ่มาจากผลประกอบการที่ขาดทุนเช่น JUTHA B และ NOK ในขณะที่ BTS กระแสเงินสดติดลบการการสร้างอสังหาริมทรัพย์ถ้าอสังหาริมทรัพย์เริ่มโอนได้กระแสเงินสดจะกลับมา

 

5. ผลตอบแทน

 

สำหรับการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ธุรกิจในกลุ่มนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี แต่กลุ่มที่ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ไม่สูงนักเช่น กลุ่มเดินเรือซึ่งกลุ่มนี้ถ้าราคาค่าระวางเรืองมีการปรับตัวจะทำให้กำไรของบริษัทผันผวนมาก

 

บริษัทที่มีปัญหาการสร้างผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องระวังเนื่องจากมี ROA ติดลบคือ JUTHA B และ NOK

 

และเมื่อพิจารณาผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น กลุ่มที่ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับสูงคือกลุ่มให้บริการโลจิสติกส์ และกลุ่มที่ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำคือกลุ่มเดินเรือและกลุ่มสายการบิน

 

จะเห็นว่ากลุ่มขนส่งและและโลจิสติกส์เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตที่ดีแต่การจะเลือกลงทุนนั้นนักลงทุนจะต้องเลือกกลุ่มที่งบการเงินค่อนข้างดีและมองว่าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตต่อได้

 

โดย สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh