สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทความแนะนำ

| 24 มกราคม 2561

ชี้ชะตาเงินดิจิทัล ตลาดทุนไทยพร้อมแล้วหรือยัง

ชี้ชะตาเงินดิจิทัล ตลาดทุนไทยพร้อมแล้วหรือยัง

         กลายเป็นประเด็นร้อนตั้งแต่เปิดศักราชใหม่ในแวดวงตลาดเงิน - ตลาดทุน ว่าขณะนี้ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยังที่จะกระโดดเข้าไปสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ เพราะล่าสุดบิตคอยน์กลับมาเป็นกระแสในตลาดทุนไทยชั่วพริบตา เมื่อบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย ได้ออกประกาศลงทุนใน "บิตคอยน์ฟิวเจอร์ส" ที่ซื้อขายในตลาดล่วงหน้าสหรัฐฯ และตอกย้ำด้วยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ออกมาระดมทุนด้วยสกุลเงิน ICO ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตุว่า นี่เป็นมิติใหม่ของการลงทุน หรือเป็น หายนะทางการเงินระลอกใหม่กันแน่

*** บิตคอยน์ ฟิวเจอร์ส - ดิจิทัล โทเคน มาแล้ว 
  นายซี คิ-ออง เลาว์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทฯ เป็นโบรกเกอร์รายเดียวในประเทศไทย ที่เปิดบริการลงทุนต่างประเทศทั้งหุ้นและฟิวเจอร์สรวมแล้วกว่า 30 ตลาดทั่วโลก และขณะนี้ ทั้งตลาด CBOE และ CME ซึ่งเป็นตลาดล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดและมีปริมาณซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สสูงที่สุดในโลก ได้เปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์สอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ลูกค้า บล.ฟิลลิป สามารถซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์สได้ทั้ง 2 ตลาดเช่นกัน โดยนักลงทุนสามารถเลือกส่งคำสั่งซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์สได้เองแบบเรียลไทม์ผ่านระบบออนไลน์ของ บล. ฟิลลิป หรือส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART อยู่ระหว่างการเตรียมระดมทุนด้วยดิจิทัล โทเคน “JFin” Coin ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (Initial Coin Offering: ICO) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการระดมทุนไปพัฒนาระบบสินเชื่อแบบดิจิตัล (Digital Lending Platform) ของบริษัทย่อยด้วยเทคโนโลยี Blockchain โดยจะ เสนอขายรอบ Presale 14 - 28 กุมภาพันธ์ 2561 เสนอขายครั้งแรก 1 – 31 มีนาคม 2561

*** นายกฯ สั่ง ปปง. - ธปท.หาข้อดีข้อเสียบิตคอยน์ 
  กระแสเงินดิจิทัล ไม่เพียงแต่สร้างข้อถกเถียงในแวดวงตลาดเงิน ตลาดทุนเท่านั้น แต่ยังร้อนไปถึง บิ๊กตู่ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ที่หวาดหวั่นว่า จะทำให้มิจฉาชีพเห็นช่องสบโอกาส ใช้ช่องทางดังกล่าวลวงประชาชน หรือ อาจนำไปสู่การฟอกเงินได้ จึงได้ออกมาสั่งการว่าให้หน่วยงานด้านการเงิน ร่วมกับ คณะกรรมการป้องการและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เร่งหาข้อดีข้อเสียของบิตคอยน์ ก่อนที่จะร่วมกันตัดสินใจชี้ชะตาบิตคอยน์ว่าจะออกหัวหรือก้อยกันแน่ 

*** "สมคิด" สั่ง 4 หน่วยตามติดชีวิตบิตคอยน์ 
  ก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เห็นว่า เทคโนโลยีที่ก้าวอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยคงจะหนีไม่พ้นกับสกุลเงินดิจิทัลอย่างแน่นอน จึงสั่งการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เร่งศึกษาข้อมูลของบิตคอยน์อย่างรอบคอบ แต่ดูเหมือนว่า การทำงานของธปท.ดูจะไม่ทันอกทันใจ จนล่าสุดจึงได้สั่งการ 4 หน่วยงานเร่งศึกษา
  ล่าสุด กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมมือกันตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาติดตามเรื่องราวของบิตคอยน์ในทุกด้าน พร้อมทั้งต้องเจาะลึก ข้อดีและข้อเสียอย่างรอบคอบ เพื่อส่งให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และฝ่ายนโยบายกร่วมกันตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับเงินดิจิทัล เพราะแม้ว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศ แต่ก็อาจเป็นโทษกับระบบการเงิน หรือ ระบบความมั่นคงของประเทศก็เป็นได้

*** คลังหวั่นเป็นช่องโหว่ฟอกเงิน - บ่อนการพนัน 
  ฟากของกระทรวงการคลัง โดย นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ได้ออกมาระบุว่าในช่วงที่เกิดกระแสการเปิดซื้อขายบิตคอยน์ว่า คณะทำงาน 4 ฝ่าย จะร่วมกันประชุมเพื่อหาแนวทางป้องกันและดูแลการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลในเร็วๆนี้ พร้อมทั้งได้มอบหมายให้ก.ล.ต. และตลท. ติดตามและศึกษารายละเอียดในการลงทุนดังกล่าวก่อนที่จะกลับมารายงานให้คณะทำงานรับทราบร่วมกันอีกครั้ง แม้ว่าตามกฎหมายจะสามารถชักชวน หรือ เปิดให้บริการนักลงทุนไทยไปลงทุนบิตคอยน์ในต่างประเทศได้ แต่กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จำเป็นต้องเตือนให้นักลงทุนทราบถึงอัตราและความเสี่ยงจากการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวด้วย เพราะหากเกิดหายนะเกิดขึ้นในการลงทุนดังกล่าว นักลงทุนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง โดยที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือการชดเชยจากทางการ
  ท่ามกลางความกังวลทั้งจากกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ที่มักย้ำเสมอว่า บิตคอยน์ นอกจากมีความเสี่ยงสูงแล้ว ยังไม่มีกฎหมายรองรับสำหรับประเทศไทย และยังถูกย้ำด้วยว่าอาจนำไปสู่การฟอกเงินในอนาคตได้ 
  ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่าต้องมาตรวจสอบว่าการซื้อขายเงินดิจิทัลในประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ คนที่ต้องตอบคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะต้องเป็นผู้ให้คำตอบ ถ้าได้ประโยชน์ก็ทำไป แต่ถ้าไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็เหมือนเป็นแค่เปิดบ่อนให้คนไปพนัน ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมี เพราะไม่รู้จะมีไปทำไม ซึ่งขณะนี้มันเหมือนกับบ่อนพนัน แต่การซื้อขายบิทคอยน์ในต่างประเทศ คลังห้ามไม่ได้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเปิด คนไทยที่ไปซื้อขายในต่างประเทศได้

*** ธปท.เสียงแข็ง "บิตคอยน์" ยังไม่ถูกกฎหมาย 
  ขณะที่ “นายวิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ออกมาระบุว่า เงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ ไม่ใช่เงินที่ทางการไทยรับรองตามกฎหมาย และปัจจุบันยังไม่มีธนาคารกลางใดในโลกยอมรับเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งเงินดิจิทัลนี้ เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนและความเสี่ยงสูง ดังนั้นก่อนที่ประชาชนจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดก็ตาม ควรเข้าใจความเสี่ยงและที่มาของผลตอบแทนก่อน
  แต่ธปท.ก็ยอมรับว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการใช้สกุลเงินดังกล่าวว่าจะเป็นในรูปแบบใด ใครจะเป็นผู้ดูแล พร้อมยังออกมาเตือนนักลงทุนอยู่ต่อเนื่องว่า สกุลเงินดังกล่าวมีความผันผวนค่อนข้างมาก 

*** ก.ล.ต. เปิดทางลงทุนบิตคอยน์ฟิวเจอร์ส 
  แต่ในมุมมองของ ก.ล.ต.นั้น มองว่า การลงทุนของ บิตคอยน์ฟิวเจอร์ส เป็นการลงทุนที่ทำได้ แต่นักลงทุนจะต้องยอมรับความเสี่ยงเองหากมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต และพร้อมที่จะศึกษาข้อมูลการลงทุนในรูปแบบดังกล่าวด้วย
  โดย ก.ล.ต.ได้ออกมาเปิดเผยผ่านเอกสารเผยแพร่อย่างเป็นทางการว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดซื้อขายบิตคอยน์ฟิวเจอรส์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าในต่างประเทศนั้น ถือเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่บริษัทหลักทรัพย์ทำได้ เพราะถือเป็นการสนองความต้องการ หรือ ให้บริการลูกค้าที่ประสงค์จะลงทุนผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในต่างประเทศได้อยู่แล้ว เนื่องจากการซื้อขายดังกล่าวนั้น กระทำในตลาด The Chicago Mercantile Exchange และ CBOE Futures Exchange ซึ่งเป็นตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในสหรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Commodity Futures Trading Commission ของสหรัฐ 
  นอกจากนี้ ประเด็นของการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าดังกล่าวไม่น่าจะอยู่ที่เรื่องการฉ้อโกงหรือเรื่องของการฟอกเงิน แต่เป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงมากจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องความผันผวนของสกุลเงินดิจิทัล ที่เป็นสินค้าอ้างอิง รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทดในตัว ทำให้อัตราของผลกำไรขาดทุนสูงกว่าสินค้าอ้างอิง และการต้องเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการถูกเรียกหลีกประกันเพิ่มรายวัน ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรรับความเสี่ยงด้วยตนเอง หากไม่เข้าใจหรือไม่พร้อมก็ควรหลีกเลี่ยง พร้อมกับย้ำให้เห็นความต่างระหว่าง บิตคอยน์ ฟิวเจอร์ส และ บิตคอยน์ ที่ยังแตกต่างกัน

  คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ของนักลงทุนไทย ที่จะต้องศึกษาอย่างรอบคอบและรัดกุมมากที่สุด ไม่เช่นนั้น จากที่หวังว่าจะได้ อาจจะได้แบบไม่คุ้มเสีย เพราะการลงทุนในรูปแบบดังกล่าวนั้นมีความเสี่ยงทั้งความผันผวน แถมอาจทำให้ถูกหลอกได้ง่ายๆ จากผู้ไม่หวังดี 
  ขณะที่ทางการก็คงต้องเร่งศึกษากันอย่างรอบด้านให้มากที่สุด เพราะในเวลานี้เงินดิจิทัลมาถึงไทยแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็ดูเหมือนจะเสียงแตกออกเป็น 2 ฝั่ง โดยคลัง - ธปท.เองก็ค่อนข้างแสดงออกชัดเจนแล้วว่ายังไม่เห็นด้วยกับสกุลเงินดังกล่าว แต่ในทางตลาดทุนอย่างตลท. - ก.ล.ต.เอง เริ่มส่งสัญญาณยอมรับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทั้งการเปิดให้ซื้อขาย บิตคอยน์ ฟิวเจอร์ส หรือการเปิดดิจิทัลโทเคน ซึ่งทุกฝ่ายต้องเตรียมการให้พร้อมไม่ว่าเงินดิจิทัลจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็ตาม 
  " เพราะโลกดิจิทัลหมุนเร็วเท่าไหร่ ความเสี่ยงในการลงทุนจะยิ่งหมุนเร็วกว่าหลายเท่าตัว "
 
 
 

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh