สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทความแนะนำ

| 22 มกราคม 2561

เทรนด์ทองคำปี 61 ยังไปต่อ ไม่หวั่นเงินดิจิทัลแย่งนลท.

เทรนด์ทองคำปี 61 ยังไปต่อ ไม่หวั่นเงินดิจิทัลแย่งนลท.

        ราคาทองคำเปิดศักราชใหม่ ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 1,315 ดอลลาร์/ออนซ์  ถือว่าเป็นระดับที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา หลังจากภาพรวมของตลาดการลงทุนอื่นๆ ในปีก่อนค่อนข้างร้อนแรงทั้ง ตลาดหุ้น ตลาดค่าเงินดอลลาร์ รวมถึงตลาดทุนน้อใหม่มาแรงอย่าง สกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะบิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งทำให้วงการทองคำเริ่มหันมาจับตามองมากขึ้นว่า ปีนี้บรรดาสกุลเงินดิจิทัลจะเข้ามาแย่งเม็ดเงินจากตลาดทองคำออกไปมากกว่าเดิมก็เป็นได้    

*** สภาทองคำโลก มองทองคำปี61 ยังสดใส เหตุเงินเฟ้อต่ำ- ดาวโจนส์พุ่งแรงเกินไป  
   นายจอห์น รี๊ด หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดแห่งสภาทองคำโลก (WGC) เปิดเผยว่า แม้ในช่วงปีที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 3 ครั้งในปี 2560 ด้านตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาขึ้น และมีกระแสความร้อนแรงของบิตคอยน์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ แต่ภาพรวมของราคาทองคำยังปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 9% 
   โดยทิศทางราคาทองคำในปี 2561 คาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยต่างๆ หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับเป้าหมาย จึงอาจเห็นประเทศต่างๆ ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ด้านเฟดส่งสัญญาณจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปีนี้ ต่างจากหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
   ด้านตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงกว่า 4,800 จุดในปี 2560 อาจสิ้นสุดลงเมื่อไรก็ได้ในปี 2561 ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ รวมถึงเทรนด์การแข็งค่าของดอลลาร์ที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปีอาจสิ้นสุดลง ทำให้ทองคำถูกลงและสร้างความดึงดูด นอกจากนี้การเติบโตของรายได้ในประเทศผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลกโดยเฉพาะจีน จะช่วยเพิ่มความต้องการทองคำให้เพิ่มขึ้นในตลาดจีน

***นายกส.ค้าทองคำ มองกรอบราคาทองปี61 ที่ 1,150-1,350 เหรียญ
    นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ปี 2561 มองกรอบราคาทองคำที่ 1,150-1,350 เหรียญ หรือกรอบราคาทองไทยไว้ที่ 18,500 - 22,000 บาท ภายใต้กรอบค่าเงินบาทที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31-32 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งราคาทองปีนี้ยังมีโอกาสขยับขึ้นรับเงินดอลล์อ่อนค่า เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจในสกุลเงินดังกล่าวจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจภายใต้นโยบายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้านภาพรวมของกลยุทธ์แนะนำยังเน้นเก็งกำไรตามปัจจัยระยะสั้นมากกว่าซื้อถือยาว เพราะราคาทองคำยังมีทิศทางไม่แน่นอนว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงอย่างชัดเจน

*** การเมือง - ตลาดหุ้นทั่วโลก ยังมีอิทธิพล  
   นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจัยพื้นฐานส่วนใหญ่ที่ต้องติดตามในปี 2561 เป็นปัจจัยที่ต่อเนื่องมาจากปี 2560  โดยมีปัจจัยหนุน  อาทิ  ความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐ ฯ ทั้งด้านนโยบายและการบริหารประเทศภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้านความขัดแย้งทางการเมืองหรือ Geopolitical ทั่วโลก ทั้งเกาหลีเหนือ ตะวันออกกลาง และยุโรปเจรจา Brexit,วิกฤตผู้อพยพ และความต้องการแยกตัวจากสหภาพยุโรป ด้านทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟดเพราะกระทบต่อสกุลเงินดอลลาร์และราคาทองคำ รวมถึงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก หากในปี 2561 ตลาดหุ้นมีการปรับฐานจากความเสี่ยงต่างๆ อาจกลับมาหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในปี 2561 ได้

*** ไม่หวั่นบิตคอยน์มาแรง แย่งตลาด 
   ภาพรวมของสินค้าทองคำ เริ่มมีตัวเปรียบเทียบมากขึ้นหลังจากกระแสตลาดเงินดิจิทัลอย่าง บิตคอยน์ (Bitcoin)  เข้ามาเป็นคู่แข่ง เพระาปี ที่ผ่านมาราคาบิตคอยน์หวือหวามากจนเรียกความสนใจนักเก็งกำไรให้โยกเงินออกจากตลาดทองคำอย่างมหาศาล  ซึ่งในปีนี้วงการทองคำยังจับตามองคู่แข่งรายใหม่นี้มากขึ้น  
   นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดบิตคอยน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ดึงเม็ดเงินเก็งกำไรออกจากตลาดทองคำไปมาก แต่มองว่าเม็ดเงินที่ไหลออกคงเกิดขึ้นเฉพาะการลงทุนระยะสั้น เพราะไม่สามารถดึงเงินจากตลาดทองคำที่ส่งมอบของจริงได้ นอกจากนี้ตลาดบิตคอยน์ ยังมีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งน้อยกว่าตลาดทองคำ และหากเกิดการปรับตัวลงแรงของบิตคอยน์ จะส่งผลให้เม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน
   นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า สกุลเงินดิจิทัลในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีนักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้นเหมือนเป็นของเล่นใหม่ แต่ยังมีกลุ่มนักลงทุนอีกกลุ่มที่ยังไม่เห็นด้วย เพราะไม่คุ้นเคยและยังกังวลกับตลาดดังกล่าวว่าอาจจะ Crash ลงมาได้ แต่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้สำรองด้านการคลังอยู่ รวมถึงใช้ซื้อขายเครื่องประดับ ซึ่งตลาดทองคำเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานมากกว่า และแม้ว่ามีบางช่วงที่การซื้อขายทองคำอาจซบเซาไปบ้าง แต่ยังสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวของสินค้าเอง ส่วนสกุลเงินดิจิทัลมองว่ายังไม่สามารถฟันธงว่าจะมาแทนที่ทองคำได้หรือไม่ เพราะหากผู้ถือสกุลเงินดิจิตอลรายใหญ่ทำการทุบราคาลงมา จะส่งผลกระทบต่อรายย่อยได้ 
   นางสาวเบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้บิตคอยน์อาจจะไม่หวือหวาเท่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มคุมเข้มตลาดเงินดิจิทัลมากขึ้น ขณะที่บิตคอยน์เองก็มีคู่แข่งจากสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เข้ามา และที่สำคัญทางตลาดล่วงหน้าสหรัฐฯ ได้เปิดซื้อขายบิตคอยน์ล่วงหน้าเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นั่นแสดงว่าจะสร้างนักลงทุนเก็งกำไรฝั่งขาลงมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาบิตคอยน์ไม่ร้อนแรง และเชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนกลับมาสนใจกับตลาดทองคำได้เหมือนเดิม        

*** ชี้ราคา Q1/61 ยังแกว่งตัว 1,280-1,370 เหรียญ จับตาปธ.เฟดคนใหม่ "เจอโรม พาวเวล" 
   นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมของราคาทองคำในช่วงไตรมาสที่ 1/2561 คาดว่ายังคงแกว่งตัวในกรอบ 1,280-1,370 เหรียญ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้คือรายละเอียดแนวทางการทำงาน ของว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะมีทิศทางอย่างไร ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2560 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเสนอชื่อนายเจอโรม พาวเวล เข้ารับตำแหน่งดังกล่าว แทนนางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2561โดยนายพาวเวลมีแนวคิดสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป

*** หวั่นราคาทองในประเทศปีนี้ไม่คึกคัก หลังเงินบาทแข็งค่า
   นางสาวเบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ราคาทองคำในประเทศปีนี้คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่ากดดัน โดยปีก่อนเงินบาทแข็งค่าขึ้น 10% กระทบราคาทองคำในประเทศปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1.26% ซึ่งกังวลว่าในปีนี้กรอบราคาทองในประเทศอาจขยับขึ้นน้อยกว่าปีก่อน หากทิศทางค่าเงินบาทยังแข็งค่า 
 โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นหลังจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพราะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในสหรัฐฯ และเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตรไทย ทั้งนี้มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ไว้ที่ 31.70-32.10% แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าคงไม่แข็งค่ามากกว่านี้ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณเข้ามาดูแลค่าเงินบาทมากขึ้น 
 
*** ทองรูปพรรณยังฮ็อตฮิตช่วงเทศกาลสำคัญ   
   นายธีรเดช สินธพเรืองชัย กรรมการผู้จัดการ ห้างขายทอง ทองใบเยาวราช เปิดเผยว่า ภาพรวมของทองรูปพรรณในช่วงต้นปียังมีคนนิยมซื้อเพื่อเป็นของขวัญ ยิ่งเป็นช่วงปลายปีที่ผ่านมาราคาทองรูปพรรณขายออกระดับประมาณไม่เกิน 20,000 บาท ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้ามาซื้อของกันมากขึ้น โดยมองว่าภาพรวมของราคาทองคำหากยังอยู่ในระดับ 20,000 บาทต้นๆ มองว่าผู้บริโภคยังคงนิยมเข้าซื้อจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน 
   นอกจากนี้ถึงแม้ว่าในยุคปัจจุบันจะมีของรางวัล หรือของขวัญเป็นรูปแบบอื่นๆ ที่แจกในเทศกาลสำคัญนอกเหนือจากทองคำ อย่างทริปท่องเที่ยว มองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบให้การซื้อทองรูปพรรณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทองคำยังเป็นของรางวัลที่มีคุณค่าและผู้คนยังคงนิยมใช้สวมใส่เพราะมีรูปแบบเครื่องประดับหลากหลาย หรือแม้แต่ใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้เร็วมีสภาพคล่องสูง โดยปัจจุบันทองรูปพรรณที่เป็นเครื่องประดับอ้างอิง 96.5% มีขนาดต่ำสุดคือ 0.6 กรัม หรือราคาประมาณ 1,000 บาท เป็นลักษณะแหวน มักจะเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการเข้ามาซื้อแจก หรือใช้เป็นของกำนัล โปรโมชั่นต่างๆ ครั้งละ 100-200 วง

     แม้ว่าปัจจุบันจะมีรูปแบบการซื้อขายทองคำจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การซื้อขายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสภาพคล่องสูง แต่อย่างไรก็ตามตลาดทองคำยังคงมีความน่าเชื่อถือได้ แม้ภาวะการซื้อขายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาจไม่หวือหวามากนัก เพราะความนิยมของผู้บริโภคหรือเก็งกำไร แต่สินค้ายังมีคุณค่าในตัวของมันเอง ซึ่งจะหาสินค้าอื่นมาเปรียบเทียบคงได้ยาก 
   ขณะที่ปีนี้เองยังต้องจับตาดูตลาดเงินดิจิทัลอย่างใกล้ชิด ว่าจะยังเป็นคู่แข่งที่ดึงเม็ดเงินจากตลาดออกไปเหมือนช่วงปลายปีที่ผ่านมาอีกหรือไม่ แม้ว่าฝั่งตลาดทองคำยังมองว่าเงินดิจิทัลในปีนี้จะลดความร้อนแรงลง แต่นั่นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้ามหากกระแสเงินดิจิทัลยังมีมาไม่ขาดสาย ก็ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของกลุ่มผู้ค้าทอง ที่จะต้องแย่งชิงนักลงทุนกลับมาให้ได้โดยเร็วก่อนก่อนจะสูญเสียมาร์เก็ตแชร์ไปมากกว่านี้   

 

รายงานโดย : ชุติมา อภิชัยสุขสกุล 

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh