บทความแนะนำ

ส่อง SET ปี61 กูรู ฟันธงทะลุไฮเดิม 1,789 จุด สะท้อนเศรษฐกิจแกร่ง-กำไร บจ.โต

ส่อง SET ปี61 กูรู ฟันธงทะลุไฮเดิม 1,789 จุด สะท้อนเศรษฐกิจแกร่ง-กำไร บจ.โต

          ตลอดเวลา 42 ปี นับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดทำการซื้อขาย มีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดทุกภาคส่วน ทั้งจากจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งมาร์เก็ตแคป กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด และจำนวนนักลงทุน
          ถึงกระนั้นดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) กลับไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปลบล้างแผลเก่า ที่เคยสร้างจุดสูงสุดไว้ที่ 1,789 จุด ในปี 2537 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเวลาต่อมา ทำให้ดัชนีปรับตัวลงไปอยู่ที่จุดต่ำสุดในปี 2541 ที่ 204.59 จุด
          ทั้งนี้ จากเศรษฐกิจของประเทศไทยและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นทุกปีในช่วง 20 ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถกลับมามาซื้อขายที่บริเวณ 1,700 ได้ในปัจจุบัน และเป็นที่น่าจับตาถึงดัชนีในปี 61 ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากต่างฟันธงว่าจะสามารถทะลุผ่านจุดสูงสุดเดิมที่่เคยปิดกั้นตลาดหุ้นไทยไว้ ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นโดยมีแผนการพัฒนาประเทศไทยรองรับ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการเกิดขึ้นของเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)

*** บล.เอเชีย พลัส มองดัชนีปี 61 ไม่ต่ำกว่า 1,766 จุด ลุ้นเงินต่างชาติเข้าแตะ 1,988 จุด

  นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 61 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 1,766.4 จุด เนื่องจากจะได้รับผลดีมาจากกำไรสุทธิของตลาดหุ้นไทยที่คาดว่า จะทำได้ 1.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ ที่ 9.9 แสนล้านบาท ทำให้ตลาดหุ้นไทยจะมี P/E อยู่ที่ 16 เท่า
  ซึ่งเป็นผลมาจากการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคเอกชนจะเริ่มมีการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) หลังจากที่รัฐบาลมีการกระตุ้นผ่านการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ
  โดยคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย จากปัจจุบันต่างชาติถือครองหุ้นไทยต่ำสุดรอบ 10 ปี อยู่ที่ 24.3% จากในอดีตอยู่ที่ประมาณ 30% หากเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน โอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปแตะระดับ 1,988 จุดได้
  สำหรับหุ้นเด่นในปี 61 แนะนำกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่่งเป็นกลุ่มได้ประโยชน์การลงทุนของภาครัฐและเอกชนมากที่สุด แนะนำลงทุน WHA และ AMATA จากมีที่ดินใน EEC พร้อมขายและรอพัฒนาจำนวนมาก โดยให้ราคาเหมาะสม WHA ที่ 4.20บาทต่อหุ้น AMATA ที่ 24.3 บาทต่อหุ้น
  ด้านหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แนะนำ STEC และ UNIQ จากมีงานในมือ (backlog) ที่รอรับรู้ในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งงานที่รับมีมาร์จิ้นที่สูง 6-8% โดยให้ราคาเหมาะสม STEC ที่ 30 บาทต่อหุ้น UNIQ ที่ 24 บาทต่อหุ้น
  ในขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร เชื่อว่าจะได้รับอานิสงส์จากการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นตามการลงทุนของภาครัฐและเอกชน แนะนำหุ้น BBL จากฐานลูกค้าธุรกิจรายใหญ่จำนวนมาก และมีการกันสำรอง ในระดับสูงถึง 154% ของ NPL ขณะราคาหุ้นซื้อขายอยู่เพียง 0.8-0.9 เท่าของ B/V ต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ มีการซื้อขายบริเวณ 1.1 - 1.2 เท่า ให้ราคาเหมาะสม 210 บาทต่อหุ้น และ TCAP จากพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ให้ราคาเหมาะสมที่ 58 บาทต่อหุ้น
  แนะนำ BDMS เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีความพร้อมในการลงทุนต่อยอดจากนวัตกรรมที่มี ให้ราคาเหมาะสมที่ 25.15 บาทต่อหุ้น และ CPF จากที่ราคาหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่ม โดยจากบริษัทมีความพร้อมการลงทุนต่อยอดธุรกิจเรื่องอาหารแปรรูป สำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก ส่งผลดีต่อผลประกอบการอนาคตให้ราคาเหมาะสมที่ 32 บาทต่อหุ้น

*** บล.กรุงศรี เผยเมกะโปรเจคต์รัฐดันหุ้นไทยสิ้นปี 61 แตะ 1,800 จุด

  นายอุดมการ อุดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บล.กรุงศรี มองดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 61 อยู่ที่ 1,800 จุด บนระดับ P/E ที่ 15 เท่า ทำสถิติสูงสุดในรอบ 25 ปี
  โดยมีปัจจัยหนุนมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ จีน และ ยุโรป ที่ทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ นโยบายทางด้านการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้นางเจเน็ต เยเลน จะหมดวาระดำรงตำแหน่งประธานเฟดไปแล้วก็ตาม
  ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการลงทุนภาครัฐในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ราคาสินค้าเกษตรฟื้นตัว ในขณะที่การส่งออกก็ขยายตัวได้ดีขึ้น
  ด้านกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในปี 61 คาดว่าจะเติบโตอีก 8% มาอยู่ที่ 113 บาท/หุ้น สูงขึ้นจากปีนี้ที่คาดเติบโต 3% หรือ 102-103 บาท/หุ้น ซึ่งถือว่ามี P/E อยู่ในระดับต่ำกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นอีกครั้ง
  โดยหุ้นเด่นในปี 61 แนะนำ ANAN, AMATA, BCH, CBG, CPALL, CPN, IVL, MINT, SPA และ TISCO ในขณะที่ยังให้น้ำหนัก Overweight กลุ่มโรงพยาบาล,อสังหาริมทรัพย์,ปิโตรเคมี,ท่องเที่ยว และกลุ่มค้าปลีก โดยคาดหวังรายได้ภาคเกษตรฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/60 และคาดว่าผลประกอบการของกลุ่มธนาคารจะกลับมาโดดเด่นในช่วงไตรมาส 2/61

*** บล.ซีแอลเอสเอ ลุ้นหุ้นไทยปีหน้าแตะ 2,000 จุด หาก EEC เกิด

  นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสขึ้นไปอยู่ที่ 2,000 จุด ได้ในปี 61 จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) และพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจที่จะมีการเติบโต จากการผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)
  ซึ่งเป็นโครงการที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจสูง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) เข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เช่น อาลีบาบา, แอร์บัส (Airbus) ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคเติบโตตามมา เชื่อว่าการเฉลิมฉลองและการจับจ่ายที่อั้นมาจากปีก่อนน่าจะเริ่มกลับมาคึกคักในช่วงต้นปี 61
  "คาดว่าดัชนีในปี 61 จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,000 จุดได้ หากได้รับอานิสงส์จากการลงทุน EEC ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก เกิดการสร้างงาน และการบริโภคฟื้น ประกอบกับปีหน้าการจับจ่ายที่อั้นอยู่จะเริ่มทยอยออกมา ต่อให้ไม่มีการเลือกตั้งก็ตาม" นายปริญญ์ กล่าว
  มองหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันกลับมาเป็นบวกค่อนข้างมาก จากปัจจัยการควบคุมกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (OPEC) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะได้รับประโยชน์จากการบริโภคของไทยที่เริ่มฟื้นตัวทำให้มีการปล่อยกู้ให้แก่การลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น หุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี และสื่อสารที่จะได้รับผลดีจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว

*** บล.ฟินันเซีย ไซรัส มอง 1,900 จุด รับเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้น

  นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร สายงานธุรกิจค้าหลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า บริษัทได้ประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปี 61 ไว้ที่ 1,900 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ในระยะยาวมีแนวโน้มที่ดี จากเศรษฐกิจในประเทศที่ทยอยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจในต่างประเทศเริ่มฟื้นตัวดี
  ในขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) 1 ครั้งในเดือน ธ.ค. นักลงทุนได้เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว ทำให้ดัชนีไม่ปรับตัวลดลงไป

*** บล.บัวหลวง มองเม็ดเงินสหรัฐไหลกลับไทยในปี 61 ชี้เป้า 1,750 จุด

  นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปี 60 มีแรงขายจากนักลงทุนต่างประเทศเนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรบางส่วนตามการขึ้นดอกเบี้นของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งจะมีเงินไหลกลับไปยังตลาดสหรัฐก่อนที่เม็ดเงินจะไหลกลับเข้ามามากขึ้นในปี 61 หลังจากเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 61 ไว้ที่ 1,750 จุด บน P/E ที่ 15 เท่า
  ซึ่งกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 61 ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารและการเงิน หลังจากแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลง แนะนำ BBL เป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากมีสินเชื่อรายใหญ่มากที่สุดจะส่งผลดีหลังรัฐลงทุน 
  โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง เงินทุนที่แข็งแกร่ง และสำรองที่อยู่ในระดับสูงจึงไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรฐานบัญชีใหม่

*** บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ประเมินกำไรบจ.ปีหน้าโต 10% ส่งหุ้นไทยแตะ 1,820 จุด

  นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 61 เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1,820 จุด โดยมีค่า P/E อยู่ที่ 16.5 เท่า เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 61 ที่จะเติบโตขึ้นจากการลงทุนของภาครัฐ และเอกชน ส่งผลต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโต 10% จากปีนี้
  ในปี 61 ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกมากขึ้น จากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 3 ครั้ง และการปรับลดงบดุล ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าออกเร็วมากขึ้น

*** บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ มองหุ้นไทยปี 61 ยังเป็นบวก มีโอกาสทะลุจุดสูงสุดเดิม 1,789 จุด

  นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 61 จะเคลื่อนไหวในทิศทางเชิงบวก โดยดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดเดิมที่ 1,789 จุด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นทุกด้าน ทั้งการบริโภค การเกษตร การใช้จ่ายภาครัฐ
  รวมถึงขณะนี้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยมีขนาดใหญ่กว่าในอดีตถึง 4 เท่า ส่วนความกังวลเรื่องการเกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น ประเมินว่าไม่เกิดขึ้น เพราะเงินกู้เพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ในระบบขณะนี้มีเพียง 50,000 ล้านบาท จากในอดีตอยู่สูงถึง 120,000 ล้านบาท

*** บล.ทิสโก้ ฟันธง SET ปี 61 ทำนิวไฮที่ 1,850 จุด ย้ำตลาดยังเป็นขาขึ้นอีก 2 ปี

  นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ เผย ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 61 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นทำสถิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์(นิวไฮ)มาอยู่ที่ 1,850 จุด โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล
  หลังจากที่รัฐบาลจะหมดวาระลงในอีก 1 ปีข้างหน้า และจากความมั่นใจของนักลงทุนที่ตอบรับการประกาศวันเลือกตั้งในเดือน พ.ย.61 ซึ่งจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการเติบโต และเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศยังไหลเข้าไทย เพราะสภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นไปอีก 2 ปีข้างหน้า
  "สภาพคล่องเงินของโลก จาก ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และ ยุโรป อัดฉีดเม็ดเงินจาก 3.39 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 50 เพิ่มเป็น 14.2 ล้านล้านเหรียญฯในปัจจุบัน และมองว่าเฟดจะลดงบดุลเริ่มต.ค.นี้เดือนละ 1 หมื่นล้านเหรีญฯ จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะญี่ปุ่น และยุโรปที่จะอัดฉีดเม็ดเงิน QE ต่อเนื่อง ทำให้คาดว่า ในปี 61 เม็ดเงินสภาพคล่องของโลกที่ 14.8 ล้านล้านเหรียญฯสหรัฐ จึงทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคง Bullish ในอีก 2 ปีข้างหน้า " นายไพบูลย์ กล่าว


 
 รายงานโดย :  วรวิทย์ จิตรพัฒนากุล  







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh