บทความแนะนำ

กูรูแนะกลยุทธ์ลงทุน ในภาวะหุ้นไทย`ย่ำฐาน`

กูรูแนะกลยุทธ์ลงทุน ในภาวะหุ้นไทย`ย่ำฐาน`

      ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ คงไปไหนไม่ได้ไกล เห็นจาก 5 เดือนแรกของปีนี้ ดัชนีอยู่ที่ 1,5 18.72 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 1.21% จากปีก่อน ซึ่งปรับตัวสูงสุดอยู่ที่1,591 จุด และต่ำสุดอยู่ที่ 1,535.51 จุด มาจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ทั้งจากความไม่แน่ นอนการเมืองต่างประเทศ การเลือกตั้งหลายประเทศในยุโรป นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่มาก หลังไร้แรงดึงดูด ราคาหุ้นไม่ได้ถูกเหมือนอดีตที่เคยเป็นจุดขาย ทิศทางเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ไม่แรงพอผลักดันดัชนีดีขึ้นได้ ทำให้ตลาดหุ้นไทยขณะนี้ เรียกได้ว่าอยู่ในภาวะ "ย่ำฐาน" ไปไม่ถึงไหน ด้วยวอลุ่มซื้อขายเฉลี่ย 4.49 หมื่นล้านบาท 
        แม้ช่วงที่เหลือของปี หลายสำนักมองว่าหุ้นไทยมีโอกาสขึ้นได้อีก ดัชนีสิ้นปีนี้ มองที่ 1,650 จุด ช่วงปลายปีหวังได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล หนุนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นให้มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น แต่ช่วงรอย ต่อจากนี้ถึงสิ้นปี ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงออกมาแนะการเลือกลงทุน ที่ปีนี้ "อาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆของใครหลายคน"

***ส.โบรกฯแนะจับจังหวะเทรดดิ้งหุ้นพื้นฐานดี
  นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ระบุ ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกถือว่าเงียบมาก ตลาดเหมือนไปก็ไปไม่ได้ แต่ถ้าลงก็ไม่แรง เพราะ จากเศรษฐกิจโดยรวมของไทยไม่ได้แย่ กำไรบจ.ที่ประกาศออกมามีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งถือว่าไม่น่าตื่นเต้น หุ้นขนาดเล็กที่เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง ปีนี้มีการปรับฐานลงมา เพราะ มีปัญหาเรื่องการทำกำไร ทำให้ความน่าสนใจลดลงจากมี P/E ที่สูง ขณะที่ปัจจจัยต่างประเทศ มีความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายไม่รู้ออกมายังไง ทำให้ตลาดหุ้นไทยย่ำฐานอยู่
         ถ้ามองทิศทางตลาดหุ้นไทยยาวๆค่อนข้างยาก แต่หามองระยะสั้นๆ คาดตลาดจะเป็นลักษณะเทรดดิ้ง หากตลาดมีความผันผวนจะเป็นจังหวะที่รายย่อยสามารถกลับมาซื้อขายทำไรได้ สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตลงทุนอยู่แล้วควรถือต่อไป เพราะหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ และความเสี่ยงมีไม่มากนัก ส่วนคนที่ยังไม่ได้ลงทุนในหุ้น นั้น ควรทยอยซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดี P/E ต่ำ มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง
      "ข้อดีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยไม่ลงแรงสามารถยืนได้ เพราะเม็ดเงินต่างประเทศไม่ได้เข้ามาลงทุนมากนัก ทำให้ไม่ต้องกังวลแรกของนักลงทุนต่างชาติมากนัก ซึ่งขณะนี้ต้องรอแรงซื้อจะกลับมาเมื่อไร ส่วนเฟดซึ่งมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่จากความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองของทั้งโลก ทำให้เฟดอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไป หรือ ระมัดระวังหากมีการขึ้นดอกเบี้ย "

***ตลท.แนะเลือกหุ้นมีกำไรโตต่อเนื่อง
  นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงทิศทางตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวไม่มากนัก นักลงทุนจะต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อเลือกหุ้นเพื่อเข้าลงทุน ซึ่งหลักสำคัญนั้นเน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี แนวโน้มการ เติบโตของกำไรที่ดีต่อเนื่อง โดยควรที่จะเมินทิศทางธุรกิจและกำไรในอีก 3 ไตรมาสจากนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งหากยังคงเติบโตต่อเนื่องถือว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุน
       หุ้นปันผลถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัดทำ ดัชนี SET High Dividend 30 Index หรือ SETHD โดยเป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอติดต่อกัน 3 ปีล่าสุด มีอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิไม่เกิน 85 % ซึ่งจะนำหลักทรัพย์ผ่านคัดเลือกมาจัดอันดับผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุด 30 อันดับแรกมาโดย นักลงทุนสามารถคัดเลือกหุ้นจากรายชื่อดังกล่าวที่มีแนวโน้มการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่องในรายชื่อดังกล่าวได้

***บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะมือใหม่ทยอยสะสมได้ 
  นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด ระบุ ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้จะเป็นลักษณแกว่งตัวทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ไม่แรง เพราะ ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามากระตุ้น ขณะที่ กำไร บจ.ใหญ่ 3 กลุ่ม คือ พลังงาน ธนาคาร สื่อสาร มีทิศทางดีขึ้นแต่ไม่มาก คาดว่ากำไร บจ.รวมปีนี้โตได้ระดับหลักเดียวปลายๆ
        ประเมินดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,650 จุด แต่ยังต้องจับตาราคาน้ำมันหากปรับตัวขึ้นแรงมีต่ออัตราเงินเฟ้อที่เป็นตัวแปรสำคัญการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
       "ปัจจุบัน P/E ตลาดหุ้นไทยปีนี้ถือว่าอยู่ในระดับสมเหตุสมผลไม่ถูกและก็ไม่แพง ตลาดหุ้นจะขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยคือ กำไรบจ.เพิ่มขึ้นซึ่งแสดงถึงเศรษฐกิจสดใส แต่ประเมินกำไรบจ.ขนาดใหญ่ 3 กลุ่ม พลังงานถือว่ามีปัยจัยบวกอ่อนๆ จากโอเปคจับมือรัสเซีย คุมกำลังผลิต กลุ่มแบงก์มอง NPL ไม่เพิ่ม และมีทิศทางลดลงเป็นปัจจัยบวกเล็กน้อย แม้หักเรื่องผลกระทบเรื่องพร้อมเพย์ กำไรดีอยู่ หุ้นสื่อสาร รายได้ 3G-4G ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีกปัจจัยคือ ข่าวดี ที่มีเซอร์ไพรส์ตลาด ซึ่งขณะยังไม่รู้ ซึ่งเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3-4 % เป็นปัจจัยบวกเล็กๆ ขณะที่กำไรบจ.โตหลักเดียวปลายๆทำให้มองดัชนีปีนี้เพิ่มขึ้น 10 % จากปีก่อน "นายสมิทธ์ กล่าว
        สำหรับการลงทุนนั้นหากนักลงทุนยังไม่เริ่มลงทุน ควรลงทุนได้ ลักษณะทยอยสะสมได้ และ จะต้องมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเพื่อบริหารความเสี่ยง

*** KTBS มองกำไร บจ.โตน้อยแค่ 8% 
   นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ได้ปรับลดกรอบการเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้เป็น 1,442-1,663 จุด จากเดิม 1,453-1,679 จุด เ นื่องจาก มองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนปีนี้โต 8 % หรืออยู่ที่ 9.78 แสนล้านบาท ลดลงเดิมที่คาดที่ 9.84 แสนล้านบาท เพราะประเมินหุ้นสายการบิน และหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กำไร ทิศทางปรับตัวลดลงจากปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
         ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตามากขึ้น เรื่อง Fed จะปรับลดขนาดสินทรัพย์จากที่ใช้มาตรการ QE ช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีการขายบอนด์ ออกไป หามีกำหนดการที่แน่นอน จะมีผลต่อ Fund Flow ไหลกลับเข้าไปสหรัฐและยุโรป เพราะเงินจะดูดออกจากระบบ ทำให้การขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง และมีผลตอบแทนต่ำ
        " มุมมองเราไม่เปลี่ยนมากแค่มองลบเพิ่มขึ้นนิดหน่อย เพราะ กำไร บจ.ไม่โตมาก เม็ดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนไม่มาก แถมมีการความเสี่ยงเรื่อง ราคาน้ำมัน ความเสี่ยงราคาน้ำมัน เลือกตั้งยุโรป เยอรมัน นโยบายของทรัมป์มาช้าจึงเป็นปัจจัยที่คอยดึง คอยรั้ง การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น "นายมงคลกล่าว
         ปีนี้ลงทุนยากขึ้น ต้องเฟ้นหาการลงทุนจากภาวะตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวไม่กว้าง มีความเสี่ยงตัวแปรเยอะ โดยช่วงที่ตลาดหุ้นจะกลับมาขึ้นจริงจัง น่าจะเป็นไตรมาส 4/60 เพราะโครงการรัฐออกมามากขึ้น เศรษฐกิจไทยมีความชัดเจน และเป็นซีซันผลประกอบการดีขึ้น กองทุนต่างๆ เริ่มเข้ามาลงทุน
          สำหรับหุ้นที่เหมาะต่อการลงทุนในปีนี้ที่ตลาดหุ้นแกว่งตัวแคบๆ คือหุ้น ที่มีผลการดำเนินงานที่เติบโตมั่นคงมีกำไรต่อเนื่อง เช่น หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า และค้าปลีกบางตัวที่มีรายได้แน่นอน เช่น CPALL หุ้นที่มีปันผลสูง ที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผล (ยิว) 6-7% เช่น บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำด (มหาชน) หรือ PSH บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัลหรือ DIF กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ KCAR รวมถึงหุ้นโกรสสต็อก มีที่ปัจจัยหนุนเฉพาะตัว

***บล.ฟิลลิป แนะเก็งกำไรหุ้นรายตัว หากดัชนีไม่หลุด1,560 จุด
  นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีความผันผวนมากขึ้น จากมองว่ามีทั้งปัจจัยลบและบวก โดยปัจจัยลบสำคัญเรื่องการเมืองของสหรัฐ หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นจะทำให้เม็ดเงินจากชาติไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ใช่แค่ไทยแต่เป็นทั้งภูมิภาค ส่วนประเด็น Brexit การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ หากมีกรอบเวลาชัดเจนนักลงทุนจะไม่กังวลมาก จากที่ผ่านมารับรู้พอสมควร
        ส่วนการเมืองไทยต้องจับตามากขึ้น เพราะมุ่งสู่การเลือกตั้งในปีหน้าอาจมีการเคลื่อนไหวการเมืองมากขึ้น เป็นปัจจัยที่ต้องจับตามมากขึ้นจากใกล้กรอบระยะเวลาเลือกตั้ง ส่วนปัจจัยบวกเรื่องเศรษฐกิจหากมีการผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้ตามแผน จะหนุนให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น  
        บริษัทมองเป้าดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,660 จุด แต่หากดัชนีมีการปรับตัวลดลงไป มองแนวรับอยู่ที่ 1,450-1,500 จุด การลงทุนระยะสั้นนั้น แนะนำเก็งกำไรรายตัวในกรอบสั้นๆ ถ้าดัชนีไม่หลุด 1,560 จุด ส่วนการลงทุนระยะยาว แนะลงทุนหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลาง ที่มีพื้นฐานดี เพราะเป็นหุ้นทนทานต่อความผันผวนของตลาดและภาวะเศรษฐกิจได้ดี โดยเน้นหุ้นที่มีรายได้จากต่างประเทศ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนโครงสร้างระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ( EEC) เช่น รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง

        แม้บรรยากกาศการลงทุนปีนี้จะไม่หอมหวนชวนเข้าลงทุน แต่การลงทุนในตลาดหุ้นถือว่าให้ตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก หากศึกษาหาข้อมูลเลือกลงทุนได้ถูกตัว ถูกจังหวะ แต่การลงทุนทีความเสี่ยง ควรใช้เงินเย็นในการบงทุน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หุ้นร่วงลงแรง ก็ยังถือลงทุนได้ระยะยาว 
 
 รายงานโดย :  สุวรรณ์ ขำเขียว 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh