บทความแนะนำ

บี.กริม เพาเวอร์ IPO ( บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์1)

บี.กริม เพาเวอร์ IPO ( บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์1)

ช่วงสามปีที่ผ่าน แม้หุ้นไทยจะยังไม่ไปไหน แกว่งตัว sideway ไม่เลือกข้างว่าจะขึ้นหรือจะลง เพราะบรรยากาศโดยรวมถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก

แต่ปีที่แล้วกลับเป็นปีแรกที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งใน SET และ mai มีมูลค่ารวมกันทะลุ 1 ล้านล้านบาทบ่งชี้ว่าแม้จะเผชิญแรงกดดันจากภายนอกและภายใน

แต่หุ้นไทยก็ยังประคองตัวได้แถมยังมีหุ้นน้องใหม่เข้าจดทะเบียน ระดมทุนในตลาดหุ้นสม่ำเสมอ ทั้งกระดาน SET และ mai และล่าสุดน้องใหม่ไฟแรงที่จะนำเสนอในวันนี้คือ "บี.กริม เพาเวอร์"

 

ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกลุ่ม บี.กริม กันซักเล็กน้อยดีกว่า

กลุ่ม บี.กริม จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2421 จนถึงตอนนี้ผ่านมาแล้วถึง 139 ปี มีบทบาทเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพให้แก่ประเทศไทย

ผลงานในอดีตที่ผ่านมา เช่น สร้างคลองรังสิต ติดตั้งระบบโทรศัพท์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเยอรมัน เป็นผู้จัดหาสินค้าและเครื่องจักรสำหรับระบบขนส่งมวลชนด้วยระบบไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศไทย ได้แก่ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) และรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) และผู้นำของกิจการค้าร่วมในการก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link) เป็นต้น

ส่วนปัจจุบัน กลุ่ม บี.กริม ขยายการลงทุนไปในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจเครื่องปรับอากาศ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

รู้จักแม่ไปแล้ว มาทำความรู้จักลูกกันบ้าง "บี.กริม เพาเวอร์" ดูจากชื่อทำธุรกิจพลังงานแน่นอน

 

บี.กริม เพาเวอร์ อยู่ภายใต้การบริหารงานของ คุณปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท
บี. กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย รวมทั้งปัจจุบันยังได้ขยายไปสู่การผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 28 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,626 เมกะวัตต์และกำลังการผลิตไอน้ำติดตั้ง 350 ตันต่อชั่วโมง มีลูกค้าอุตสาหกรรมกว่า 300 ราย ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศไทยและเวียดนาม ทั้งนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ สวนอุตสาหกรรมบางกะดี นิคมอุตสาหกรรมเหมราช นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว 

ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า SPP คืออะไร แตกต่างและดีกว่าโรงไฟฟ้ารูปแบบอื่นอย่างไร?

เมื่อแบ่งประเภทโรงไฟฟ้าตามกำลังการผลิตและผู้ซื้อไฟฟ้า จะแบ่งโรงไฟฟ้าออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ

     1. IPP (Independent Power Producer) เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่สามารถเลือกเสนอพลังงานได้ทุกแบบ ยกเว้นนิวเคลียร์ มีกำลังผลิต 90 เมกะวัตต์ขึ้นไป ขายไฟฟ้าให้แก่ภาครัฐอย่างเดียว

โดยไฟฟ้าส่วนนี้ก็จะถูกนำมาจ่ายให้แก่บ้านเรือนประชาชนเป็นส่วนใหญ่

     2. SPP (Small Power Producer) เป็นเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใช้รูปแบบการผลิตพลังความร้อนร่วม (ก๊าซธรรมชาติ, ถ่านหิน) ชีวมวล (แกลบ ขยะ ก๊าซชีวภาพ) หรือพลังงานสะอาด (น้ำ แสงอาทิตย์ ลม) มีกำลังการผลิตไฟฟ้าระหว่าง 10-90   เมกะวัตต์ โดยที่ตั้งของโรงไฟฟ้าจะตั้งในแหล่งที่มีการใช้ไอน้ำอย่างนิคมอุตสาหกรรม เพราะไอน้ำเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังความร้อนร่วม ที่โรงงานต่าง ๆ ต้องการทั้งไฟฟ้าและไอน้ำเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต

โรงไฟฟ้า SPP สามารถขายไฟฟ้าให้แก่ภาครัฐ เช่น กฟผ.และภาคเอกชนซึ่งเป็นโรงงานต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรมได้โดยตรง

     3. VSPP (Very Small Power Producer) เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ระดับกิโลวัตต์ไปจนถึง 10 เมกะวัตต์ ส่วนมากจะใช้พลังงานชีวมวลต่าง ๆ ในการผลิตไฟฟ้า สามารถขายไฟฟ้าให้แก่ภาครัฐ เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และภาคเอกชนได้เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้า SPP

จุดเด่นของโรงไฟฟ้า SPP

แม้โรงไฟฟ้า SPP จะมีขนาดเล็กกว่าและมีกำลังการผลิตน้อยกว่าโรงไฟฟ้า IPP แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงไฟฟ้า SPP จะด้อยกว่า เพราะโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทมีจุดประสงค์ในการผลิตไฟฟ้าที่ต่างกัน IPP จะผลิตไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟให้แก่บ้านเรือนประชาชนเป็นส่วนใหญ่ แต่ SPP ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจะมุ่งขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือโรงงานต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรม ที่ต้องการไฟฟ้าที่มีคุณภาพและความเสถียรสูง เพราะการขาดไฟฟ้า เช่น ไฟตก หรือไฟดับ อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการผลิตของโรงงาน ที่อาจทำให้สูญเสียรายได้ถึงหลักแสนหลักล้านภายในเวลาไม่กี่วินาทีที่เกิดเหตุขัดข้องขึ้น

จุดเด่นของ “บี.กริม เพาเวอร์” และแนวโน้มการเติบโต

     1. บี.กริม เพาเวอร์ มีแผนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าในอนาคตที่ชัดเจน โดยภายในปี 2564 หากโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ จะทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 2,357 เมกะวัตต์ (บี.กริม เพาเวอร์ เป็นเจ้าของในสัดส่วน 1,516 เมกะวัตต์) และกำลังการผลิตไอน้ำเป็น 500 ตันต่อชั่วโมง (บี.กริม เพาเวอร์ เป็นเจ้าของในสัดส่วน 340.3 ตันต่อชั่วโมง) ซึ่งประกอบด้วย  โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2,111.1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 114.2 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 102.6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม 16.0 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง 13.0 เมกะวัตต์

     2. ทีมผู้บริหารประสบความสำเร็จในการพัฒนาและการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้า โดยได้รับการสนับสนุนจากพนักงานที่มีความเป็นมืออาชีพและทุ่มเทเพื่อกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะทีมผู้บริหารได้ทำงานกับบริษัทมากว่า 20  ปี จึงได้สั่งสมประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการและความรู้ความเข้าใจด้านเทคนิคมายาวนาน ตลอดจนความสามารถและความเชี่ยวชาญของทีมปฏิบัติการและบำรุงรักษาของบริษัททำให้บริษัทมีผลประกอบการธุรกิจโครงการโรงไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง

     3. บี.กริม เพาเวอร์ มีรายได้และกระแสเงินสดที่มั่นคงและต่อเนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ได้แก่ กฟผ. (มีอายุสัญญา 21 ถึง 25 ปี) กฟภ. (มีอายุสัญญา 25 ปี) EDL (มีอายุสัญญา 25 ปี) และลูกค้าอุตสาหกรรม (มีอายุสัญญา 5 ถึง 15 ปี) และสัญญาการจัดหาก๊าซธรรมชาติกับ ปตท. (มีระยะเวลาของสัญญาสอดคล้องกับระยะเวลาของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกลุ่มบริษัทฯ และ กฟผ.) ทำให้ บี.กริม เพาเวอร์ มีกระแสเงินสดที่มั่นคงและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจ SPP ในประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อีก เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำคุณภาพในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่ามีโอกาสที่รัฐบาลจะต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ให้แก่โรงไฟฟ้า SPP รวมถึงโรงไฟฟ้า SPP ของ บี.กริม เพาเวอร์ นอกจากนี้การไม่ต่ออายุ PPA ยังจะทำให้เกิดความต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เร็วกว่าที่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้น นับเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องการหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน

ในระยะยาว "บี.กริม เพาเวอร์" ยังมีเป้าหมายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งพลังงานทดแทน อีกหลายโครงการ ทั้งในประเทศอินโดนีเซีย เมียนมาร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว อีกด้วย

ซึ่งการเติบโตของตลาดพลังงานในประเทศลาวและเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปัจจุบันประเทศลาวมีไฟฟ้าใช้เพียง 70% ของความต้องการทั้งหมด ส่วนประเทศเวียดนามเองก็มีความเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น ซึ่งทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน 

การเติบโตของ บี.กริมเพาเวอร์ สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนในงบการเงินล่าสุด

ผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้ 17% และอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิปรับปรุงถึง 89%

ขณะที่แผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะระดมทุนเพื่อ

  1. เป็นเงินลงทุนในโครงการที่กำลังก่อสร้าง ได้แก่ ABPR3 ABPR4 ABPR5 โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซน้ำน้อย 2 และ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซกะตำ 1
  2. เงินทุนสำหรับลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและโครงการในอนาคต
  3. เงินทุนสำหรับการชำระคืนภาระทางการเงินให้แก่ธนาคารต่างๆ
  4. เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ และเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ของบริษัทฯ

โดยมีจำนวนหุ้นสามัญที่ออกใหม่จากการเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรกไม่เกิน 775,500,000 หุ้น

 

“บี.กริม เพาเวอร์” มีแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน ผ่านการเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานที่มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ และด้วยธุรกิจโรงไฟฟ้าสามารถประมาณการณ์กระแสเงินสดได้ค่อนข้างแม่นยำ จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ฉายภาพผ่านงบการเงินได้ชัดเจน การเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นจึงเป็นโอกาสที่จะช่วยต่อยอดการเติบโตของบริษัทได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

ดังนั้น อยู่ที่คุณแล้วว่าจะเลือก “บี.กริม เพาเวอร์” เป็นหนึ่งในหุ้นแข็งแกร่งในพอร์ตหรือไม่ ถ้าเลือกต่อยอดธุรกิจไปด้วยกัน รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

www.bgrimmpower.com

 

 

 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh