บทความแนะนำ

อัดโปรฯ คนจน - สางหนี้มนุษย์เงินเดือน ปลดกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน

อัดโปรฯ คนจน - สางหนี้มนุษย์เงินเดือน ปลดกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน

          ปิดฉากแล้ว กับโครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาท ลงทะเบียนทั้งสิ้น 14,014,166 คน เพิ่มขึ้นจากการลงทะเบียนครั้งแรกที่มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 8.3 ล้านคน และมีผู้ได้รับสิทธิ 7.71 ล้านคน ซึ่งหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบผู้ได้รับสิทธิ และจะประกาศผลผู้มีสิทธิรับสวัสดิการในวันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป 

    ทั้งนี้ หากดูจากตัวเลขที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยแห่มาลงทะเบียนอย่างล้นหลามนั้น อาจเป็นเพราะว่า สิทธิสวัสดิการที่จะรัฐบาลประกาศไว้นั้น คือความหวังของคนจนที่เฝ้ารอ เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวแล้ว แต่ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก ที่สำรวจโดย ธนาคารออมสิน ออกมาระบุว่า ดัชนีไตรมาสแรกปี 2560 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 47.2 จากเดิมที่ 49.9 เนื่องจากประชาชนยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวล่าช้า ราคาสินค้าและค่าครองชีพ และโอกาสในการหางานทำยังอยู่ในระดับต่ำ 
    แต่หากดูตัวเลขดัชนีในอีก 6 เดือนข้างหน้า ประชาชนกลับมีมุมมองว่า ดัชนีจะดีขึ้นจากความคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการสนับสนุนช่วยเหลือการดำรงชีวิต และแนวทางการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยจะช่วยให้ประชาชนรายได้ต่ำลืมตาอ้าปากได้บ้าง 

*** จับตาสิทธิประโยชน์คนจน 
    แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีมาตรการออกมาชัดเจน แต่ก็คงพอจะคาดเดาได้ว่าจะมีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งในการลงทะเบียนครั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินการแจกบัตรผู้มีรายได้น้อย สำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถแจกได้ภายในเดือน ตุลาคมนี้ โดยสิทธิประโยชน์ช่วยเหลือที่สำคัญ ยังคงอยู่ที่การลดภาระค่าครองชีพด้านโดยสารสาธารณะ ทั้งรถเมล์ และรถไฟ รวมถึงค่าไฟฟ้า และน้ำประปาด้วย  แม้ว่าจะเป็นมาตรการเดิมที่ต่ออายุมาอย่างยาวนาน แต่ในครั้งนี้คงแตกต่างอย่างแน่นอน เพราะมาตรการที่จะให้นั้น จะถูกฝา ถูกตัว เรียกได้ว่า ไม่มีบัตร ไม่มีสิทธิ นั่นเอง เพราะครั้งนี้ จะมีเพียงผู้มีบัตรเท่านั้น ที่จะได้รับสิทธิพิเศษในการขึ้นรถสายสารฟรี 
    สำหรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว คนจนต่างจังหวัดอาจจะรู้สึกว่าไม่เท่าเทียม ท่ามกลางนโนบายลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมของรัฐบาล เพราะการเดินทางรถเมล์ และรถไฟนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพเป็นหลัก เมื่อเห็นช่องโหว่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กลับไปคิดนโยบายช่วยเหลือ โดยการช่วยเหลือ จะต้องคำนึงถึงกลุ่มรายได้ คือกลุ่มรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี  โดยยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายแจกเงินแบบครั้งแรก
   โดยเฉพาะกลุ่มหลังซึ่งเป็นกลุ่มรายได้ที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่ามีประมาณ 4 ล้านคน จะหาทางเติมเต็มรายได้ให้พ้นเส้นความยากจนอย่างไร  เพื่อให้เขาอยู่รอดต่อไปได้ ซึ่งนอกจากรายได้แล้ว มาตรการที่ออกมาอาจจะมีความแตกต่างกันของคนในกรุงเทพและต่างจังหวัดด้วย ว่าจะมีอะไรมาชดเชยได้บ้าง เป็นต้น   ซึ่งมาตรการต่างๆจะต้องได้ข้อสรุปเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่เกินกลางเดือนกันยายน ก่อนจะดำเนินการช่วยเหลือด้านสวัสดิการผ่านบัตรผู้มีรายได้น้อยในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยเตรียมงบในเบื้องต้น 30,000 ล้านบาท
 
 *** ลุ้นประเดิมแจกเงินสวัสดิการ-ประกัน 99 บาท 
    นอกจากสวัสดิการด้านการเดินทางแล้ว สิ่งที่ทำให้ประชาชนแห่ลงทะเบียนหนาแน่น คงหนีไม่พ้น ข่าวรัฐบาลแจกเงิน เหมือนกับเช่นการลงทะเบียนในครั้งแรกที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องนี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาระบุว่า ในส่วนของการแจกเงินช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีนั้น มันมีความเป็นไปได้ แต่คงไม่ได้เป็นเงินสด คงเป็นการใส่เงินเข้าไปในบัตร เพื่อนำไปซื้อสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐ เพื่อใช้ในการดำรงชีพ เพราะในครั้งที่ผ่านมานั้น การแจกเงินนั้น ประชาชนบางกลุ่มอาจนำไปซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นก็ได้ เราจึงต้องการปิดช่องโหว่ดังกล่าว 
    ขณะเดียวกัน ช่วงที่ผ่านมา นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ก็อยู่ระหว่างความเป็นไปได้ ในการทำประกันชีวิตให้กับผู้มีรายได้น้อย ในราคา 99 บาท เพื่อความมั่นคงในชีวิตระยะยาว เนื่องจากในปัจจุบันพบว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย จึงถือว่าเป็นอีกมาตรการที่จำเป็น   
    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้รัฐบาลต้องออกมาอุ้มคนจนอย่างเป็นระบบมากขึ้นนั้น เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนในกลุ่มดังกล่าว มีรายได้น้อย และไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินได้ ดังนั้นจึงหันไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบมากขึ้น ส่งผลให้ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงต้องออกมาเร่งแก้ และจูงใจเจ้าหนี้ให้เข้ามาอยู่ในระบบด้วย

*** ผุดคลินิกแก้หนี้มนุษย์เงินเดือน 
   รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย มักจะถูกค่อนขอดว่า มักจะออกนโยบายต่างๆ ในลักษณะดูแลแต่คนจน โดยไม่สนใจคนชั้นกลาง แต่รัฐบาลนี้กลับมองว่า ชนชั้นกลางหรือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย แม้จะมีรายได้ประจำสม่ำเสมอทุกเดือน แต่ก็เป็นกลุ่มสำคัญที่ก่อหนี้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ เห็นได้จากจากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 79.9% ต่อจีดีพี จึงต้องออกนโยบายเพื่อลดสัดส่วนการก่อหนี้ พร้อมสร้างวินัยทางการเงินไปในตัว           
     โดยล่าสุด นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาระบุว่า ปัจจุบันคนไทยเริ่มเป็นหนี้เร็ว และตั้งแต่อายุยังน้อย โดยคนช่วงอายุ 29-30 ปี มีหนี้สินและมีหนี้ค้างชำระมากกว่า 90 วัน รวมถึงคนไทยยังเป็นหนี้นาน และไม่สามารถออกจากวงจรหนี้สินล้นพ้นตัวได้ ดังนั้น ธปท.จึงร่วมกับสถาบันการเงินทั้ง 16 แห่ง และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)  ตั้ง "คลินิกแก้หนี้"  
 
*** ให้ SAM เป็นด่านแรก ช่วยปรับโครงสร้างหนี้  
   หลังจากที่ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางผู้ว่าธปท.ประกาศชัดเจนแล้วว่า  คลินิกแก้หนี้  ตั้งขึ้นเพื่อลดภาระหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โดยเจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนประจำ ที่มีหนี้ค้างกว่า 3 เดือน ยอดหนี้เงินต้นคงค้างชำระไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้ให้ได้ ซึ่งถือว่า ทุกมาตรการทั้งหมดนั้น ล้วนต้องการช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ระดับรากฐานไปจนถึงระดับกลาง ให้มีชีวิตอย่างมีความสุข ปลอดหนี้ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งสิ้น 
     โดยเบื้องต้นสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ คือจะได้รับสิทธิ อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 7% ระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ส่วนเงินต้นจะไม่ลด แต่ดอกเบี้ยค้างชำระ เบี้ยปรับค่าธรรมเนียมล่าช้า ก่อนเข้าโครงการ จะยกให้เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้เสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้ ลูกหนี้จะไม่ก่อหนี้ใหม่ภายใน 5 ปี และหากมีความจำเป็น ขอผ่อนผันการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวได้ โดย SAM จะเป็นคนวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ และทำสัญญาปรับโครงร้างหนี้ฉบับเดียว เพื่อดำเนินการกับธนาคารต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เข้าร่วมโครงการลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือน และผ่อนชำระที่เดียว ไม่ถูกทวงถามจากเจ้าหนี้หลายราย
  
   หากพิจารณาตัวเลขประชาชนที่มาลงทะเบียนคนจนรอบนี้ จะมากกว่ารอบที่แล้วเกือบเท่าตัว นั้นพอสะท้อนให้เห็นแล้วว่าประชาชนเริ่มมั่นใจแล้วว่า นโยบายดังกล่าวได้สิทธิประโยชน์จริง จากนี้ก็ลุ้นกันต่อไปว่าเม็ดเงินที่กระตุ้นลงไปในกลุ่มนี้จะมากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน    ต่างกับนโยบายสางหนี้กลุ่มมนุษย์เงินเดือน แม้ว่าจะไม่มีสิทธิประโยชน์อะไรมากมาย แต่ก็เชื่อว่าประชาชนในกลุ่มนี้อีกไม่น้อย ที่กำลังปวดหัวกับภาระหนี้สินที่รุงรัง ดังนั้นหากมีช่องทางที่ช่วยให้ปลดหนี้ได้ง่ายขึ้น ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้
   นโยบาย ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้คนทั้ง 2 กลุ่ม หลุดพ้นกับดักความยากจน และหนี้สินอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเนื้อร้ายสำคัญที่คอยกัดกินระบบเศรษฐกิจไทยมานานแสนนานนั่นเอง   

 

รายงานโดย : ภัทราภรณ์ พลายเถื่อน  







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh